2 สมาชิกภาคีปกป้องสถาบันฯ ขึ้นโรงพักรับทราบข้อหาทุ่มลำโพงใส่ นศ.รามคำแหง

2 สมาชิกภาคีปกป้องสถาบันฯ ขึ้นโรงพักรับทราบข้อหาทุ่มลำโพงใส่ นศ.รามคำแหง

ข่าวอาชญากรรม

ไทยรัฐออนไลน์
10 พ.ย. 2563 14:43 น.

บันทึก
SHARE


2 สมาชิกกลุ่มภาคีเครือข่ายเพื่อปกป้องสถาบันฯ มา สน.หัวหมาก รับทราบข้อหาหลังถูกออกหมายเรียกในคดีทุ่มลำโพงใส่ นศ.รามคำแหง จนบาดเจ็บ ตอนที่มีการชุมนุมคนเสื้อเหลืองชนกับนักศึกษา เมื่อ 21 ต.ค.63

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 พ.ย.63 กลุ่มภาคีเครือข่ายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกออกหมายเรียก พร้อม นายวันธงชัย ชำนาญกิจ ทนายความ พา นายธนวินท์ ฟักสุขจิตต์ ถูกกล่าวหามีเรื่องชกต่อย และ นายศราวุธ ประยูร ถูกกล่าวหาว่า เป็นคนยกลำโพงทุ่ม เป็น 2 ใน 9 ผู้ที่ถูกออกหมายเรียกเข้าพบ พ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ รองผกก.(สอบสวน) สน.หัวหมาก เพื่อรับทราบข้อหาตามหมายเรียก ในคดีเหตุทำร้าย นศ.รามคำแหง น.ส.ฐิติมา บุตรดี หรือ แบม อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง บาดเจ็บจากเหตุการณ์กลุ่มคนสวมเสื้อเหลืองที่จัดชุมนุมชนกับกลุ่มนักศึกษา เผชิญหน้ากัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

นายทินกร ปลอดภัย แกนนำกลุ่มภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เปิดเผยก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า วันนี้พาผู้ที่ถูกออกหมายเรียก 2 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ทุ่มลำโพงใส่ผู้บาดเจ็บ และคนที่ผู้เสียหายอ้างว่าเป็นผู้ต่อยบุคคลอื่นมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและรับทราบข้อกล่าวหาผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น และ การใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำพยานหลักฐาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดที่รวบรวมไว้ได้มามอบให้กับตำรวจ

แกนนำกลุ่มภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันฯ กล่าวต่อว่า คนที่โดนกล่าวหาว่าต่อยบุคคลอื่นนั้น ความจริงแล้วโดนต่อยทำร้ายก่อน โดยมีหลักฐานมายืนยันว่าชายชุดดำเป็นผู้ลงมือทำร้ายก่อน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า เวลาที่คนตกใจจะต้องทิ้งสิ่งของ เช่น ในกรณีนี้ น.ส.ฐิติมา ผู้ได้รับบาดเจ็บยังคงถือไมค์ยืนพูดอยู่บนรถ เป็นการผิดธรรมชาติที่ควรจะเป็น ส่วนที่ใช้เวลานานกว่าจะออกมานั้น ต้องการให้หลักฐานค่อยๆ ปรากฏออกมา เราต้องการหาข้อเท็จจริงก่อน เพราะสังคมตราหน้าว่าพวกเราไปรังแกเด็ก

แกนนำกลุ่มภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการจะแจ้งความกลับหรือไม่นั้น ขอดูขั้นตอนพบพนักงานสอบสวนและมอบพยานหลักฐานก่อน ซึ่งอีกฝ่ายใช้กฎหมายมาเราก็ยืนยันที่จะต้องสู้โดยใช้กฎหมายเช่นเดียวกัน เพื่อให้ปรากฏความจริง ทั้งนี้รอเวลาผ่านมานานแล้ว เพื่อให้อีกฝั่งหยุดแต่ก็ยังไม่ยอมหยุด ยังกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและมหาวิทยาลัย จึงทำให้ นายสมเดช คงวิจิตร ต้องลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ ม.รามคำแหง เพราะความกดดันจากกลุ่มเห็นต่าง นอกจากนี้ยังมีการโพสต์ข้อความตามสื่อโซเชียลต่างๆ จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเอาผิดหรือไม่.

อ่านเพิ่มเติม…