“ไผ่ ดาวดิน” รับทราบข้อหา ม.112 ฝังหมุดคณะราษฎร กลางท้องสนามหลวง

“ไผ่ ดาวดิน” รับทราบข้อหา ม.112 ฝังหมุดคณะราษฎร กลางท้องสนามหลวง

ข่าวอาชญากรรม

ไทยรัฐออนไลน์
8 ธ.ค. 2563 14:54 น.

บันทึก
SHARE


“ไผ่ดาวดิน-สมยศ” เข้าพบ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม รับทราบข้อหา ม.112 กรณีชุมนุมปักหมุดคณะราษฎร ขณะที่ “เฮียบุ๊ง-ทราย” เตรียมเสบียงพร้อม ฝั่งมวลชนเข็นซาเล้งเข้าให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 ธันวาคม 2563 ที่ สน.ชนะสงคราม นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน พร้อม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข คอลัมนิสต์เว็บไซต์ประชาไท เข้าพบ พ.ต.ท.โชคอำนวย วงศ์บุญฤทธิ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ชนะสงคราม เพื่อรับทราบข้อหาตามหมายเรียกในข้อหา ม.112 กรณีการชุมนุมปราศรัยและฝังหมุดคณะราษฎร 2563 ที่สนามหลวงระหว่างวันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีมวลชนประมาณ 50 คน เดินเท้าจากห้างนิวเวิลด์มาตามถนนจักรพงษ์ พร้อมรถซาเล้งแดงติดลำโพงเครื่องเสียงมาให้กำลังใจทั้งคู่ที่โรงพัก และมีเฮียบุ๊ง-ปกรณ์ พรชีวางกูร กับ ทราย อินทิรา เจริญปุระ และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์ มาร่วมให้กำลังใจพร้อมจัดรถกระบะโรงครัวแม่นาคมาแจกจ่ายอาหารน้ำดื่ม

ข่าวแนะนำ



นายสมยศ กล่าวก่อนเข้าพบตำรวจว่า แปลกใจมากเพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้รับหมายเรียกเลย นับว่าเป็นเกียรติที่ได้เป็นหนึ่งใน 20 ผู้ถูกหมายเรียกในคดีนี้ สำหรับตนนั้น ม.112 เป็นเรื่องที่ต่อสู้กันมายาวนาน ทำเอาตนไปอยู่ในเรือนจำมาแล้ว 7 ปี หากครั้งนี้ถูกตัดสินว่าผิดอีกก็จะโดนเพิ่มโทษหนักกว่าเดิม เพราะตอนพ้นโทษ มีข้อตกลงว่าให้ตนละเว้นเรื่องสถาบันและเรื่องการเมือง แต่เมื่อมีคณะราษฎร เลยเกิดละอายใจว่าทำไมจะมาพูดกับน้องๆ ไม่ได้

นายสมยศ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ต้องการให้ตำรวจทบทวนดีๆ ว่าการทำคดีนี้ จะไม่ได้เป็นผลดีกับสถาบัน โดยในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ จะมีผู้ไปยื่นหนังสือให้องค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อฟ้องว่า ม.112 เป็นกฎหมายที่ไม่ทันสมัย จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวในต่างประเทศ และทั่วโลกจะติเตียนกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ทำให้การเคลื่อนไหวกลายเป็นไฟลามทุ่ง


ต่อมาเวลา 14.00 น. นายจตุภัทร์ เดินทางมาถึงโรงพัก พร้อมกล่าวว่า ยอมรับว่ารู้สึกไม่ดีที่ถูกแจ้งข้อหา ม.112 ทั้งที่เราพูดถึงข้อเรียกร้อง 3 ประการ พูดถึงปัญหาสังคมไทย การแจ้งข้อหานี้ทำให้การพูดและสิทธิเสรีภาพถูกจำกัด อีกทั้งคดี ม.112 มีการพิจารณาคดีต่างๆ ไม่เหมือนคดีทั่วไป ทั้งศาลและตำรวจไม่เคยมีคำสั่งให้ประกันตัวเลย หลักการในกระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกกล่าวหาหายไปหมด มองว่ารัฐกำลังยกระดับความรุนแรงทางกฎหมาย


ที่ผ่านมาการใช้ ม.110 ม.116 มันเพียงพอแล้ว แบบนี้จะยิ่งทำให้คนไม่กลัวกฎหมาย ไม่เหมือนเมื่อก่อน การใช้ ม.112 ยิ่งทำให้คนเห็นถึงความเลวร้ายและความอยุติธรรม เพราะมีอัตราโทษรุนแรงเทียบเท่ากับคดีอาญาอื่นๆ ที่จำคุกมากกว่า 3 ปี เช่นคดีฆ่าหรือข่มขืนผู้อื่น ทั้งนี้เพราะคำว่าดูหมิ่นไม่มีบรรทัดฐานเลย คดีนี้จึงไม่มีหลักประกันในกระบวนการยุติธรรม ตนมาขนาดนี้ก็เกินกว่าจะถอยแล้ว จากนี้ก็จะต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป แม้จะไม่เชื่อในระบบกฎหมาย แต่ก็ยังจะสู้เพื่อให้เห็นว่าความอยุติธรรมคืออะไร ให้สังคมรับรู้ว่าขณะที่คนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวแล้วไม่ผิด แต่ฝั่งที่เรียกร้องเสรีภาพกลับถูกดำเนินคดี.

อ่านเพิ่มเติม…