เพื่อไทย เหน็บ นายกฯ หลังสหรัฐฯ ต่อสายตรงถึงเลขาฯ สมช. ห่วงสถานการณ์ไทย


เพื่อไทย เหน็บ นายกฯ หลังสหรัฐฯ ต่อสายตรงถึงเลขาฯ สมช. ห่วงสถานการณ์ไทย

ข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์
12 ก.พ. 2564 15:16 น.

บันทึก
SHARE

โฆษกเพื่อไทย จี้รัฐเร่งหาตัวผู้ยิงแก๊สน้ำตา ทำผู้ชุมนุมเจ็บ เหน็บ นายกฯ ทำงามหน้า หลังสหรัฐฯ ต่อสายตรงถึงเลขาฯสมช.ห่วงสถานการณ์ไทย แนะ ดูเมียนมาเป็นตัวอย่าง

วันที่ 12 ก.พ. น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 ก.พ.64 มีการใช้แก๊สน้ำตาจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บว่า การชุมนุมครั้งนี้ปราศจากอาวุธ ขณะที่เจ้าหน้าที่วางกำลังจุดตรวจคัดกรองเข้าออกทุกเส้นทาง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ชุมนุมจะนำอาวุธหรืออุปกรณ์ที่เป็นอันตรายเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมได้ รัฐบาลไม่ควรปัดความรับผิดชอบ กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ต้องสอบสวนให้เกิดความกระจ่างว่าใครเป็นผู้กระทำ

ข่าวแนะนำ

น.ส.อรุณี กล่าวต่อว่า ในการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมที่ผ่านมา ยังขัดกับหลักสากลและหลักสิทธิมนุษยชน สวนทางกับประชาคมโลกที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ แม้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โทรศัพท์พูดคุยกับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แสดงความกังวลถึงการชุมนุมประท้วงในไทยที่จับกุมและดำเนินคดีกับประชาชน แต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ รัฐบาลจับกุม นายอานนท์ นำภา และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ชุมนุมโดยไม่ฟังเสียงห่วงใยจากสหรัฐฯ รัฐบาลไม่เคยตระหนักว่า การกระทำใดๆ ที่ไม่ชอบธรรมจะทำให้ขาดการยอมรับจากนานาประเทศ

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า อยากให้พลเอกประยุทธ์ มองสถานการณ์การเมืองและรัฐประหารยึดอำนาจในเมียนมาเป็นตัวอย่าง เพราะสัปดาห์หน้า นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าคณะรัฐประหารสามารถเข้าถึงเงินทุนของรัฐบาลเมียนมา ที่ถือครองในสหรัฐฯ กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาทได้ และจะควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด โดยจะอายัดทรัพย์สินที่เป็นของสหรัฐฯ และเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลเมียนมา เป็นต้น หากไทยยังคงใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทางการเมือง โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบ่อยครั้ง จนทำให้ไทยสูญเสียความเชื่อมั่นกับชาวโลก อาจทำให้สหรัฐฯ เพ่งเล็งมาที่ไทย และจะกระทบกับการค้าการลงทุนระหว่างกันได้ในอนาคต เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก มูลค่าการส่งออกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาท

อ่านเพิ่มเติม…