เพื่อไทย ติวเข้มก่อนอภิปรายเงินกู้ 1.9 ล้านล้าน จี้ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เพื่อไทย ติวเข้มก่อนอภิปรายเงินกู้ 1.9 ล้านล้าน จี้ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์
23 พ.ค. 2563 14:49 น.

SHARE


พรรคเพื่อไทย ระดมสมอง ส.ส. ติวเข้มก่อนอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ จี้ รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เร่งฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมส่ง ส.ส. ฟังเสียงสะท้อนความทุกข์ยากจากชาวบ้านก่อนเข้าสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เรียกประชุม ส.ส.หารือร่วมกันผ่านระบบซูม เนื่องจากต้องเว้นระยะห่างในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เพื่อเตรียมการอภิปราย โดยเฉพาะพระราชกำหนดรวม 3 ฉบับ กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล, นายชัยเกษม นิติสิริ, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง, นายวัฒนา เมืองสุข, นายนพดล ปัทมะ, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รวมทั้ง นายสุชาติ ธาดาธำรงค์เวช เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในการให้คำแนะนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและข้อกฎหมาย ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมี ส.ส. ร่วมลงชื่อขออภิปรายดังกล่าวประมาณ 50 คน

ทั้งนี้ สาระในการประชุมสรุปเบื้องต้น พรรคเพื่อไทย เห็นว่ามาตรการที่รัฐใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ได้แก่ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การล็อกดาวน์ประเทศ การหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการประกาศเคอร์ฟิว ไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจ จึงเห็นว่ารัฐบาลหมดความจำเป็นที่จะคงสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป รัฐบาลควรปลดล็อกให้ความสำคัญกับการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่จะเสียหายมากที่สุดในรอบ 100 ปี โดยประเมินว่าจีดีพีอาจจะติดลบถึงร้อยละ 7-9 ส่งผลคนตกงานมากกว่า 7-10 ล้านคน ขณะที่มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด รัฐบาลก็ยังเยียวยาไม่ทั่วถึง ดำเนินการล่าช้า สร้างกติกากฎเกณฑ์ที่ยุ่งยากกับประชาชนทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการเยียวยา และส่อไปในทางทุจริตเอื้อพวกพ้อง รวมทั้งไม่มียุทธศาสตร์ที่ทำให้การเยียวยาเกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ


นอกจากนี้ในส่วนการพยุงรักษาเศรษฐกิจไม่ให้ล่มสลาย พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลมิได้มีมาตรการที่จะดูแลรักษาหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทำให้ต้องเลิกกิจการ หรือบางรายต้องย้ายฐานเศรษฐกิจไปลงทุนในประเทศอื่น ส่งผลทำให้การเลิกจ้างงานซึ่งจะทำให้คนตกงานอย่างมหาศาล ปัญหาอาชญากรรมจะตามมา พระราชกำหนด 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชกำหนดช่วยเหลือเอสเอ็มอี และพระราชกำหนดรักษาเสถียรภาพทางการเงิน หรือที่เรียกว่า พระราชกำหนดอุ้มหุ้นกู้เศรษฐีที่กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปช่วยใช้หนี้จากเงินภาษีของประชาชนไม่ตอบโจทย์ของประเทศและไม่สามารถพยุงรักษาเศรษฐกิจไว้ได้

สถานการณ์โควิด-19 แม้จะเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจของโลก แต่จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย การท่องเที่ยวและบริการ การแพทย์และการสาธารณสุข การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ แต่รัฐบาลจะต้องรักษาฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้ได้ นั่นคือ “การบริโภคภายใน” ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งฟื้นฟูด้วยการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในเพื่อเป็นฐานค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ล่มสลายเพื่อรอให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่นได้ทำงานหลังโควิด-19 ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน แต่ปัญหาคือคนไทยขาดกำลังซื้อมาก่อนเกิดโคโรนาไวรัสแล้ว


“โจทย์ของพรรคเพื่อไทยคือ รัฐบาลจะสร้างกำลังซื้อให้ประชาชนได้อย่างไร ในด้านผู้ขาย ได้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อยหรือที่เรียกว่าเอสเอ็มอี ที่ได้รับความเสียหายมาก่อนเกิดโควิด-19 เช่นกัน แม้รัฐบาลจะออกพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดหาสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการใดที่จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ทำให้ไม่เกิดการกระจายรายได้เพราะเงินกู้ที่ประชาชนต้องใช้หนี้จะไหลไปสู่ธุรกิจของมหาเศรษฐีบางรายที่ค้ำจุนรัฐบาลอยู่ ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลจะแก้อย่างไร”

นอกจากนี้ ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ยังมีความกังวลที่รัฐบาลไม่มีมาตรการดูแลคนที่จะตกงานอีกจำนวนมหาศาล รวมทั้งไม่มีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่คนในโลกจะให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะอาด พร้อมกันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ขอให้ ส.ส. ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชนเรื่องการเยียวยา และปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อนำมาอภิปรายในสภาฯ โดยจะจัดให้มีการติวเข้ม ส.ส. ทุกวันตั้งแต่วันนี้ – 26 พ.ค. ก่อนจะมีการอภิปราย โดยเชื่อว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและจะเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ.

อ่านเพิ่มเติม…