อัยการ แจงไม่ฟ้อง “น้องธนาธร” จ่ายใต้โต๊ะ จนท.ทรัพย์สินฯ ชี้ไม่ใช่ผู้ต้องหา


อัยการ แจงไม่ฟ้อง "น้องธนาธร" จ่ายใต้โต๊ะ จนท.ทรัพย์สินฯ ชี้ไม่ใช่ผู้ต้องหา

ข่าวทั่วไทย

ไทยรัฐออนไลน์
9 ธ.ค. 2563 14:18 น.

บันทึก
SHARE

อัยการสูงสุด ชี้แจง คดี “สกุลธร” น้องชายธนาธร ให้สินบนเจ้าหน้าที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อได้เป็นผู้เช่าที่ดิน ยังอยู่ในชั้นสอบสวน ยังไม่ถึงอัยการ ส่วนคดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว เป็นกรณีเจ้าหน้าที่กระทำทุจริต มีจำเลย 2 คน  

วันที่ 9 ธ.ค.63 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด คณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่ นำโดย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวกรณีการเสนอข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้อง และไม่ดำเนินคดี นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัทเรียลแอสเสท ดิวิลอปเม้นท์ จำกัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กรณีให้สินบนเจ้าหน้าที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อเดิม) จำนวน 20 ล้านบาท

ข่าวแนะนำ

โดยคดีดังกล่าว เป็นคดีระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบอำนาจให้ นายอิศรา จารุวนิชกุล ผู้กล่าวหา ดำเนินคดีกับ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหา ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม และร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริต หรือผิดกฎหมาย ให้ทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อ มี.ค. – พ.ย. 2560 ต่อเนื่องกัน ในท้องที่แขวงดุสิต เขตดุสิต และแขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง โดยคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งจำคุกผู้ต้องหาที่ 1-2 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562

นายอิทธิพร กล่าวว่า จากการตรวจสำนวน เมื่อต้นปี 2560 นายประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายสุรกิจ ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ร่วมกันปลอมหนังสือราชการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 2 ฉบับ แล้วนำไปแสดงต่อนายสกุลธร ว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีที่ดินจะให้เช่าเพื่อทำธุรกิจ 2 แปลง ในซอยร่วมฤดี และในเขตสำนักงานใหญ่องค์การโทรศัพท์ชิดลม นายสกุลธรสนใจจึงตกลงว่าจ้างนายสุรกิจ ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้แทนดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ในวงเงินสัญญาจ้าง 500 ล้านบาท เพื่อให้นายสุรกิจให้ติดต่อนายอิศรา โดยอ้างว่านำไปจ่ายค่าจ้างดำเนินการเพี่อ “ล็อกผู้ใหญ่” โดยมีการจ่ายเงินงวดแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2560 จำนวน 5 ล้านบาท ให้นายประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 นำไปให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินทำเอกสารปลอม ส่งให้นายสุรกิจนำไปให้นายสกุลธร เพื่อยืนยันว่าผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะเป็นผู้เช่าที่ดิน

นายอิทธิพร กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2560 นายสกุลธรได้จ่ายเงินให้อีก 5 ล้านบาท มีการนัดทำสัญญาโดยระบุว่านายสกุลธรได้สิทธิเช่าที่ดินทั้ง 2 แปลง และขอให้ผู้ต้องหาที่ 2 เร่งดำเนินการ พร้อมกับออกเอกสารเชิญบริษัทฯ ให้เข้าร่วมประชุม จึงทำให้นายสกุลธร จ่ายเงินให้ผู้ต้องหาที่ 2 อีกจำนวน 10 ล้านบาท รวมจ่าย 3 ครั้งเป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดหมายได้มีการยกเลิกการประชุม นายสกุลธรจึงได้ทวงเงินคืน โดยผู้ต้องหาที่สองได้คืนเงินให้จำนวน 7 ล้านบาท

นายอิทธิพร กล่าวด้วยว่า ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินฯ ทราบเรื่อง จึงให้นายอิศราเข้าร้องทุกข์กับกองปราบฯ และได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 2 คน คือนายประสิทธิ์และนายสุรกิจ ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 6 ปี ลดโทษให้เหลือคนละ 3 ปี เนื่องจากจำเลยรับสารภาพให้การที่เป็นประโยชน์ โดยอัยการสำนักงานพิเศษฝ่ายปราบปรามการทุจริต 4 ได้เสนออัยการศาลสูงไม่อุทธรณ์ และได้ส่งสำนวนความเห็นคำสั่งไม่อุทธรณ์ไปที่ ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาแล้ว ซึ่งทาง ผบ.ตร. เห็นชอบคำสั่งไม่อุทธรณ์คดี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษา

ด้าน นายชาญชัย กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีผู้ต้องหา 2 คนที่เกี่ยวข้องกับนายสกุลธร โดยอัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานเรียกรับสินบน ส่วนนายสกุลธรอยู่ในฐานะพยาน แต่เมื่อปรากฏข้อมูลในศาลว่านายสกุลธรอาจไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็ได้ตั้งสำนวนอีก 1 คดี และกำลังดำเนินการสอบสวนพฤติการณ์ของนายสกุลธรมีความผิดฐานให้สินบนหรือไม่ ซึ่งอัยการยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ถ้าพนักงานสอบสวนทำสำนวนเสร็จและส่งให้อัยการแล้ว อัยการจึงสั่งสอบเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ตามที่ปรากฏข่าวว่าอัยการไม่ดำเนินคดีหรือไม่สั่งฟ้องนายสกุลธรนั้นไม่เป็นความจริง

ผู้สื่อข่าวถามมีการสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนหรือไม่ว่าปัจจุบันดำเนินการถึงไหน นายชาญชัย กล่าวว่ากระบวนการสอบสวนของตำรวจมีขั้นตอนเป็นอิสระ และเป็นคนละส่วนกับอัยการ ซึ่งอัยการไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกได้ แต่สุดท้ายแล้วผลการสอบสวนของตำรวจจะต้องจะส่งมาให้อัยการทำความเห็นเช่นกัน

เมื่อถามต่อว่า คำพิพากษาของศาลในสำนวนแรกสามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดนายสกุลธรได้หรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ศาลวินิจฉัยได้เท่าที่มีการกล่าวหาหรือฟ้องร้องกัน ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นหลังจากนั้นพนักงานสอบสวนกำลังทำการสอบสวนอยู่ และไม่สามารถนำคำพิพากษามาเป็นส่วนหนึ่งของพยานได้ แต่ข้อเท็จจริงเดียวกันสามารถตามพยานที่ปรากฏมารวบรวมพยานหลักฐานได้

ส่วน นายประยุทธ กล่าวเสริมว่า ข่าวที่ปรากฏว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนายสกุลธรมีความคลาดเคลื่อน เพราะนายสกุลธรยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในสำนวน หากจะถามว่าทำไมไม่แนะนำให้สอบเพิ่ม เนื่องจากพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการ เราไม่สามารถก้าวก่ายได้ และประการสำคัญคำพิพากษาของศาลมีจำเลยเพียงแค่ 2 คน ซึ่งจำเลยรับสารภาพ จึงไม่มีการสืบพยาน ดังนั้น สำนวนคดีใหม่จะไม่อยู่ในคำพิพากษา.

อ่านเพิ่มเติม…