ลองของแรง BMW TRACK DAY THE ULTIMATE M PARTY

ลองของแรง BMW TRACK DAY THE ULTIMATE M PARTY

ข่าวยานยนต์

ไทยรัฐออนไลน์
11 พ.ย. 2563 14:05 น.

บันทึก
SHARE


BMW M เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาว ล้มลุกคลุกคลาน และประสบความสำเร็จในกีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นเวลานานเกือบ 50 ปีมาแล้ว และพวกตราใบพัดในไทย ก็ใช้วิธีการเฉลิมฉลองใหม่ๆ อย่างแปลกประหลาด หลังจากการเปิดตัว M3 / M4 รุ่นใหม่ล่าสุด (ที่กำลังจะเข้ามาทำตลาดในไทยเร็วๆนี้) ด้วยการเอารถ M แรงๆ ออกมาให้สื่อมวลชนและลูกค้าได้ทดลองขับอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับอีเวนต์ BMW Track day ในสนามแข่งรถปทุมธานีสปีดเวย์ เป็นงานขับทดสอบประสิทธิภาพของจักรกลจาก M Power ซึ่งมีของแหล่มๆ ให้ลิ้มลองเกือบครบ เช่น BMW M4 competition / BMW M4 CS / BMW i8 Roadster และ BMW M5 xDRIVE ขาดก็แต่บรรดาสปอร์ตเอสยูวีพลัง M เท่านั้น ที่ไม่ค่อยจะเหมาะกับสนามแข่งปทุมธานีสักเท่าไร เนื่องจากสภาพสนามนั้นทั้งเล็กและแคบ การขับทดสอบในลักษณะยิมคาน่า กับรถเตี้ยๆ ดูจะเหมาะสมกว่าการเอาเอสยูวียกสูง กำลัง 400-600 แรงม้ามาเทสาดเทเสียในปทุมธานีสปีดเวย์  









ความรู้สึกพิเศษในใจเกิดขึ้นทันทีที่ผมเดินเข้ามาในงานแล้วพบกับรถเจ๋งๆ อย่าง M4 ซึ่งมีทั้ง competition และ CS รวมถึงรถ M5 ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ i8 รุ่นเปิดประทุน ที่จอดตากฝนรอการเอาออกไปหวด นี่คือรถแห่งความฝันของนักขับทุกคนที่ถูกเชิญมาร่วมงาน BMW Track Day ช่วง 8 โมงเช้า จนถึง 9 โมง ฝนที่ตกเบาสลับหนัก ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เนื่องจากพายุดีเปรสชันที่พัดมาจากเวียดนามยังคงส่งผลกระทบกับทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย อากาศที่ขมุกขมัว ไม่ได้ทำให้อาการเสี้ยนอยากขับรถ M ลดน้อยถอยลงแม้แต่นิดเดียว อาจมีความกังวลกับสภาพสนามอยู่บ้าง ในบางจุดที่มีน้ำท่วมขังผิวแทรค แต่ก็ไม่ได้มากจนขับไม่ได้ น้ำอาจทำให้เกิดอาการท้ายสะบัดหรือโอเวอร์สเตียร์ นั่นหมายถึงความมันที่คุณจะได้เรียนรู้และแก้ไขสถานการณ์ ในสภาพอากาศปิด กับการควบคุมรถสปอร์ตพลังสูงในอีกรูปแบบหนึ่ง







หลังจากการกล่าวต้อนรับและฟังวิธีการขับในสเตชั่นต่างๆ ผมเริ่มต้นการทดสอบด้วยรถ BMW M4 เวอร์ชั่นพิเศษ Competition Package ราคา 8,799,000 บาท ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาประดับวงการรถแรง ด้วยการวางตัวเองอยู่ตรงกึ่งกลางคั่นระหว่าง M4 รุ่นมาตรฐาน และ M4 GTS ที่อยู่บนสุด หลังจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูของลูกค้า กับสื่อปากเปราะในอังกฤษ ที่ชอบค่อนแคะรถ M รุ่นมาตรฐาน ว่ายังไม่เจ๋งพอ สำนัก M-Division จับเอารถ M4 รหัส F82 มาทำการโมดิฟาย จัดออปชั่นให้กับ M4 Competition Package ให้เหนือชั้นกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน ด้วยการจูนอัพแรงม้าเพิ่มเข้ามาอีก 19 ตัว เป็น 331 กิโลวัตต์ หรือ 450 แรงม้า จาก 430 แรงม้าใน M4 รุ่นปกติ แรงบิดจัดเต็มถึง 550 นิวตันเมตร หมดกังวลในด้านการตอบสนอง และระดับความดังของเครื่องยนต์กับท่อระบายท้ายที่ปรับให้มีประสิทธิภาพในการคำรามหนักแน่นขึ้น ส่วนล้อ และยางที่ยัดล้อ M ลายใหม่คล้ายกับ M4 GTS แถมพกความเจ็บแสบด้วยระบบเบรกชั้นดี ประสิทธิภาพสูง (ออปชั่นสูงสุดเป็นระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก) ช่วงล่างที่ปรับมาใหม่ทั้งหมดมอบความหนึบมากยิ่งขึ้น แต่อาการกระด้างอันเป็นนิสัยดั้งเดิมของรถเวอร์ชั่น M ก็ยังคงอยู่ ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้วลายใหม่ พร้อมยางสปอร์ตสมรรถนะสูงจาก Michelin Pilot Super Sport ขยับขยายการตอบสนองต่อการยึดเกาะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ นับได้ว่าเป็นช่วงล่าง M ที่เซตอัพมาอย่างลงตัว และช่วยเพิ่มดีกรีความมันกันชนิดเกินบรรยาย




ตัวเลขสมรรถนะของ M4 Competition Package เนื่องจากรถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 1,590 กิโลกรัม หรือ 3,505 ปอนด์ ส่วนตัวเลขแรงม้าต่อน้ำหนักของ M4 Competition Package ก็ยังคงรักษาอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่มีความโดดเด่น ทำให้รถ M4 เวอร์ชั่นล่าสุดมีอัตราส่วนของกำลังต่อน้ำหนักตัวเหนือกว่า M4 รุ่นปกติเล็กน้อย อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง) และ 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมง (124 ไมล์ต่อชั่วโมง) ก็ยังดีกว่า M4 รุ่นสแตนดาร์ด โดย BMW M4 Competition Package มีอัตราเร่ง 0-100 ใน 4.0 วินาที เร็วกว่า BMW M4 รุ่นปกติที่ทำได้ 4.3 วินาที และเร่งจาก 0- 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 12.9 วินาที 




เกียร์สมรรถนะสูง M-DCT หรือเกียร์ทวินคลัตช์ 7 สปีด สั่งงานผ่านแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift ทำงานด้วยความว่องไวตามสั่ง ส่งผลทำให้ตัวเลขอัตราเร่งมีความเร่าร้อนมากขึ้น นอกจากนี้ เสียงเครื่องยนต์และท่อท้ายก็ยังดังมากกว่าเดิม M4 Competition Package ยังมีการปรับตั้งระบบรองรับแบบ M Suspension ซึ่งได้รับการปรับจูนเพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น การจัดการติดตั้งสปริง โช้คอัพ และกันโคลงแบบใหม่ พร้อมกับโหมดการขับขี่ที่กำหนดค่าใหม่หมดจากเดิมที่ใช้โหมด Comfort, Sport และ Sport + พร้อมกลไกเฟืองท้ายไฟฟ้า M Differential ใช้งานอยู่บนเพลาล้อหลัง ระบบควบคุมเสถียรภาพ ก็มีการกำหนดค่าให้ตรงกับการเปลี่ยนแปลงอัปเกรดใหม่ทั้งหมด





M4 Competition ให้ความรู้สึกถึงความเป็นเลือดเนื้อของ M-Power ความหนักแน่นของช่วงล่าง พวงมาลัยหนักและคม กำลังจากเครื่องยนต์ดุดันสมกับความเป็นรถ M Car รอบแรกหลังจากลองปิดระบบควบคุมการทรงตัว เมื่อเลี้ยวเร็วๆ ผ่านผิวแทรคที่มีน้ำเจิ่งนอง อาการท้ายสะบัดเกิดขึ้นทันทีที่ความเร็วและมุมของการเลี้ยวที่ไม่สัมพันธ์กับพื้นผิวของสนามปทุมธานี รอบที่สอง เมื่อเปิดระบบควบคุมและรักษาเสถียรภาพของตัวรถ M4 รุ่นนี้ มุดเข้าโค้งได้เร็วขึ้น ส่วนท้ายนิ่งขึ้น อาจสะบัดดีดดิ้นบ้างเมื่อวิ่งไปทับกับเศษดินที่ผสมกับน้ำฝน แต่ยาง Michelin Pilot Super Sport ไม่ยอมให้รถเสียอาการ การรีดน้ำและยึดเกาะในสภาพแทรคที่เปียกชื้น ยางรุ่นนี้ทำหน้าที่ได้อย่างสุดยอด! 







ลงจาก M4 Competition ฝนยังคงโปรยปรายแต่เบาบางลงไปมาก ผมเปลี่ยนมาขับซุปเปอร์สปอร์ตซาลูนอย่าง BMW M5 xDRIVE กันดูบ้าง เนื่องจากยังไม่เคยขับเลยแม้แต่ครั้งเดียว BMW M5 M xDRIVE ราคา 13,339,000 บาท ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ระบบขับเคลื่อน M xDrive เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่สามารถใช้งานบนผิวถนนที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะถนนที่ฝนกำลังตก รองรับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทำงานพ่วงกับระบบรักษาเสถียรภาพของรถ เป็นอุปกรณ์ใหม่ในเซกเมนต์ของรถซาลูนเวอร์ชั่น M นับเป็นครั้งแรกของ M5 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ทำงานร่วมแกนกับ DSC dynamic stability control ควบคุมแรงบิดให้มีความเหมาะสมเพื่อสร้างการยึดเกาะสูงสุด dynamic stability control สามารถสั่งงานด้วยการเบรกล้อใดล้อหนึ่งที่สูญเสียแรงยึดเกาะ เพื่อควบคุมไม่ให้ล้อหมุนเร็วเกินความจำเป็นซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการเสียการทรงตัว ทำงานตามการประเมินผลของ ECU ช่วยลดอาการอันเดอร์และโอเวอร์สเตียร์ในโค้ง ให้ประสิทธิภาพความคล่องตัวด้วยการส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่แรงบิดจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง



null



ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถระเบิดพลังงานของ M5 ใหม่นี้ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายขึ้น โดยเฉพาะการเข้าโค้งผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ M xDrive ผู้ขับสามารถเลือกตั้งค่าการขับได้ 5 โหมด ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (หรือ DSC ที่สามารถเลือกเปิดหรือปิดระบบ DSC หรือเลือกการขับขี่ด้วยโหมด M Dynamic) และยังสามารถเลือกการขับขี่ด้วยระบบ M xDrive ซึ่งแบ่งเป็นโหมด 4WD, 4WD Sport และการขับแบบดริฟต์ด้วยการตัดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เหลือเพียงการขับ 2 ล้อหลังแบบ 2WD ที่ให้สัมผัสความแรงผสมความสนุกบนถนนลื่นๆ ด้วยอาการท้ายกวาด เฟืองท้าย Active M พัฒนามาเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในด้านการกระจายแรงบิด โดยขึ้นตรงต่อการรักษาความสมดุล ป้องกันการลื่นไถลเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โดยช่วยลดความแตกต่างของความเร็วรอบระหว่างล้อทุกล้อ





BMW M5 M xDRIVE วางเครื่องยนต์เบนซินทวินเทอร์โบชาร์จเจอร์ แบบ V8 ซึ่งถูกจูนอย่างโหด จนมีกำลังเหลือเฟือ เป็นเครื่องยนต์เทคโนโลยี M TwinPower Turbo ความจุ 4.4 ลิตร กำลังสูงสุด 441 กิโลวัตต์ หรือ 600 แรงม้า ที่ 5,600-6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดปาเข้าไปถึง 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800-5,600 รอบต่อนาที M5 ใหม่ เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และไปถึง 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ตัวนี้ต่อเชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อน 4 ล้อ M Steptronic 8 สปีด พร้อมระบบ M Drivelogic เพื่อความแม่นยำและรวดเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ ควบรวมตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่เร็วที่สุดของ BMW M





เมื่อเปลี่ยนรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีกำลังมากขึ้น แถมสองรอบแรกยังเป็นการขับโดยปิดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยในเรื่องของการทรงตัวและการกระจายแรงบิด เมื่อเหลือเพียงแค่ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง กับแรงบิด 750 นิวตันเมตรที่ถูกกระหน่ำออกมาอย่างต่อเนื่อง การควบคุม M5 เข้าโค้งแต่ละครั้ง ผมต้องคอยแต่งพวงมาลัยสู้กับอาการโอเวอร์เสตียร์แบบซ้ายที ขวาที โชคดีที่รถนำวิ่งไม่เร็วมาก ไม่งั้นมีหวังได้ขับแหกโค้งลงไปในท้องทุ่งท้องนาแถบปทุมธานีอย่างแน่นอน เป็นสองรอบที่มีทั้งความสนุกและเสียวสยอง หากพลาดพลั้งก็อาจทำลายรถที่มีมูลค่าถึง 13 ล้านได้ในเวลาเพียงแค่แวบเดียว เมื่อเหลืออีกสองรอบสุดท้าย ผมเปิดทั้ง M xDRIVE และเปิดระบบ Tracktion Control ปรับโหมดไปที่ Sport แล้วเร่งส่งขึ้นไปจนเกือบจะแปะท้ายรถ M4 ที่อยู่ข้างหน้า กำลัง 600 แรงม้านั้นเกินกว่าผังสนามปทุมธานีไปไกลลิบ M5 เป็นรถที่เหมาะกับการขับในสนามช้างมากกว่าจะเอามาวิ่งวนไปวนมาในสนามปทุมฯ สองรอบสุดท้าย ผมรับรู้ได้ถึงแรงยึดเกาะที่สุดยอดกับการเฉลี่ยแรงบิดไปยังล้อแต่ละข้างของระบบ M xDRIVE เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานร่วมกันอย่างเนียน ยาง Sport Cup เกาะหนึบแน่นแม้จะวิ่งผ่านแทรคที่ยังมีน้ำฝนก็ไม่มีอาการดีดดิ้นให้เสียวสันหลังเหมือนสองรอบแรกที่ต้องปิดระบบช่วยเหลือทั้งหมด M5 ใหม่ มีให้คุณทั้งความสบาย แม่นยำและพร้อมที่จะกระชากร่างของคุณตั้งแต่เกียร์ 2 ไปจนถึงเกียร์สุดท้าย เป็นรถสปอร์ตซาลูนที่พอได้ขับครั้งแรกแล้ว ก็จะต้องมีการยืมมาทดสอบเดี่ยวในเร็ววันนี้อย่างแน่นอนที่สุด! 








ลงจากรถที่ทั้งแรงและสบายอย่าง M5 ใหม่ ผมเดินไปท่ี BMW M4 CS จอมโหดสีน้ำเงิน ซึ่งเป็น M Car ในรูปแบบการผลิตและขายด้วยจำนวนเพียงน้อยนิด หรือ Limited Edition การผลิตด้วยจำนวนไม่มาก สำหรับนักขับที่ต้องการความแตกต่างระหว่างรถ M รุ่นมาตรฐาน กับรุ่นพิเศษที่มีเรี่ยวแรงมากกว่า ทำให้ BMW M4 CS กลายเป็นรถที่หายากและมีราคาแพงกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน รวมถึงยังแพงกว่า M4 Competition Package บนถนนในประเทศไทย คุณจะเจอกับ M4 รุ่นปกติมากกว่าที่จะเห็น M4 CS ตัวเป็นๆ วิ่งอยู่บนไฮเวย์ มันเป็นรถคูเป้ที่เจริญรอยตามรถ M รุ่นพี่ นั่นก็คือการเน้นชิ้นส่วนน้ำหนักเบาทั้งภายนอกและภายใน M4 CS ลงลึกเปลือกตัวถังด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ การปรับจูนช่วงล่าง เปลี่ยนล้อใหม่ให้ใหญ่ขึ้นพร้อมแอร์โรพาร์ทรอบคัน ทำให้ระบบอากาศพลศาสตร์หรือแอร์โรไดนามิกของรถดีขึ้น ช่างในแผนก M ยังลงมือจูนเครื่อง 6 สูบเทอร์โบคู่ให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นเพื่อความสุดกับการแอบอิงกีฬามอเตอร์สปอร์ตด้วยการเป็นได้ทั้งรถบ้านและรถแข่งในคันเดียวกัน!! วันธรรมดาคุณสามารถขับ M4 CS ไปทำงาน พอเสาร์-เอาทิตย์ก็คว้าหมวกกันน็อกกับถุงมือ แล้วลงไปอัดในสนามแข่งได้เลยโดยไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติมให้มากเรื่องอีกต่อไป 




BMW M4 CS มีราคาเริ่มต้นที่ 11,439,000 บาท เป็นแก่นแท้ของรถ BMW M นั่นก็คือ การอัพปเกรดสมรรถนะการขับขี่ ยึดโยงกับแนวคิดรถแข่ง นั่นก็คือการปรับลดน้ำหนักส่วนเกิน ฝากระโปรงหน้า หลังคา ฝาท้าย ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แชสซีของ M4CS ใช้โช้คอัพและสปริงที่มีการเซตค่าใหม่หมด เป็นการปรับความยืดหยุ่นของช่วงล่างให้ทำงานได้ดีกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน ล้ออัลลอยลายใหม่สไตล์ก้างปลามีน้ำหนักเบาขึ้น ลวดลายของล้อนั้นล้างทำความสะอาดง่ายกว่าล้อลายซี่ถี่ของ M4 GTS และเป็นล้อสีเทาแบบพิเศษ Orbit Grey ล้อหน้าขนาด 9 J x 19 ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตประสิทธิภาพสูง (มาก) ยี่ห้อ Michelin รุ่น Pilot Sport Cup 2 ขนาด 265/35 ZR 19 98Y ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน ตามธรรมเนียมของรถแรงขับหลังก็ต้องยัดล้อหลังให้โตกว่าล้อหน้านิดๆ ล้อหลังของ M4CS มีขนาด 10 J x 20 ใส่ยาง Pilot Sport Cup 2 ไซส์ 285/30 ZR 20 99Y ใหญ่โตมโหระทึกเหมาะกับการเทม้าลงพื้นกันแบบสุดๆ ไปเลย ยางใหญ่ขึ้นก็ต้องสะเทือนมากขึ้นแต่ CS เป็นรถที่ออกแบบให้ใช้ความเร็วสูง เมื่อขับเร็วมันจะลดอาการกระเด้งกระดอนลงอย่างน่าประหลาด




วิศวกรของแผนก M ได้ปรับจูนประสิทธิภาพของระบบรองรับด้วยการทดลองวิ่งบนทางสาธารณะ บนพื้นถนนที่เปียกลื่นในขณะที่ยางยังมีอุณหภูมิต่ำ หลังจากนั้นจึงทดลองวิ่งในสนามแข่งเพื่อปรับตั้งค่าของช่วงล่างใหม่หมดโดยเพิ่มความแข็งของโช้คและสปริง ลดความสูงลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ M4 รุ่นมาตรฐาน เพื่อการทำความเร็วในโค้งได้เหนือกว่ารถคู่แข่ง ยางราคาแพง Pilot Sport Cup 2 เข้ามาแทนที่ยางจอมหนึบ Michelin Pilot Super Sport ที่ใส่ใน M4 รุ่นสแตนดาร์ด  แก้มยางที่บางมากของ Pilot Sport Cup 2 ทำมุมกับขอบล้ออย่างดุดัน แก้มที่บางลงยังช่วยให้ยางตอบสนองได้ไวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และเมื่อขับเต็มสูบในสนามแข่งมันจะสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของได้อย่างที่ต้องการ ล้ออัลลอยลายก้างปลาถูกรีดจนเบาแต่แข็งแกร่ง ทำให้น้ำหนักใต้สปริงของ BMW M4 CS ลดลงแม้จะใส่ล้อหลังใหญ่ขึ้นจาก 19 นิ้วเป็น 20 นิ้ว ก็ไม่สร้างปัญหาให้กับระบบรองรับด้านหลัง


BMW M4CS วางเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง M TwinPower Turbo อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ mono Scroll Turbo ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบทวินคลัตช์ 7 สปีด M Double Clutch Transmission (M-DCT) กำลังถูกจูนจนมีม้าท่วมท้นเพิ่มขึ้นเป็น 338 กิโลวัตต์ หรือ 460 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที แรงม้าของ M4CS มากกว่า M4 สแตนดาร์ดอยู่ 30 แรงม้า พร้อม Package Overboost แรงบิดสูงสุดทำได้ถึง 600 นิวตันเมตร หรือ 61.2 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,000-5,380 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 8.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. (11.9 กิโลเมตรต่อลิตร) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.9 วินาที และ 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงวางตามยาวโดยร่นแท่นเครื่องแท่นเกียร์ให้เข้าใกล้กับจุดศูนย์กลางของรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบคู่นั้นไม่มีระบบฉีดน้ำเข้าอินเตอร์คูลเลอร์เหมือน M4 GTS แต่มีกำลังแรงม้าเพิ่มมาให้อีก 30 ตัว แรงบิด 600 นิวตันเมตร เป็นรองซุปเปอร์คาร์บางรุ่นไม่มากนัก เป็นรถที่เร็วอย่างน่ากลัว และต้องใช้ความคุ้นเคยกันพอสมควรก่อนจะคิดปล่อยม้า 460 ตัวลงพื้นแบบเต็มๆ




กดปุ่มสตาร์ตเครื่อง แล้วปรับโหมด ก่อนที่จะกดคันเร่งออกตัวอย่างรวดเร็ว BMW M4 CS นับเป็นจักรกลที่ดุเดือดเลือดพล่านมากที่สุดและเป็นรองเพียงแค่ M4 รุ่น GTS เท่านั้น อาการของมันหลังจากปิดระบบควบคุมการทรงตัว บนแทรคที่เปียกชื้น มันทำตัวเหมือนสัตว์ร้ายที่แหกกรงขังแล้วออกมาอาละวาดบนท้องถนน CS เป็นรถสปอร์ตสายโหดของแผนก M ที่สะกดคุณด้วยมนตร์เสน่ห์แห่งการขับที่สุดยอดและแนบแน่น การตอบสนองของระบบขับเคลื่อน ความสมดุลของการควบคุมในย่านความเร็วสูง ความน่ากลัวของแรงบิดที่ระเบิดออกมาเมื่อกดคันเร่งจนมิด ความพลิ้วของชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่แม่นยำสอดรับกับสภาพถนนหรือในสนามแข่ง ถ้าคุณมีฝีมือมากพอมันก็จะไปตามสั่งพร้อมๆ กับอาการพยศที่สามารถปราบ หรือควบคุมได้ อาการสะบัด หรือท้ายกวาดเมื่อวิ่งผ่านผิวแทรคที่มีฝนตก ทำให้รู้สึกสนุกพร้อมไปกับความหวาดกลัว มันทะยานผ่านไพล่อนที่ตั้งเรียงราย ยิงทะลุจากโค้งสู่โค้งได้อย่างไหลลื่นไร้ที่ติ นอกจากรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ M Car เจ้า CS ยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่คอยประคับประคองคนขับที่ไม่เป็นมวย หรือพวกคนรวยมือใหม่ไม่ให้จบเห่เพราะแรงเกินไป แต่ระบบที่ว่านั้นถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง! 




BMW Track Day นำเอารถที่ดีที่สุดของพวกเค้าออกมาให้สื่อและลูกค้าหวดกันอย่างไม่ยั้งมือ แถมยังเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวที่มีสภาพอากาศปิดในสนาม เมื่อไม่มีแทรคชั่นคอนโทรลคอยประคบประหงม พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการขับในสนามท่ีระบบช่วยทรงตัวถูกปิดในสองรอบแรก คุณต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าการขับบนผิวแทรคแห้งๆ เพราะถ้าพลาดนิดเดียวก็อาจไปจบที่กำแพงปูนหรือพุ่งลงท้องนา ยาง Pilot Sport Cup 2 ทำหน้าที่ได้ดี (อีกแล้ว) บนสภาพแทรคที่เปียกชื้น ยางพยายามต่อสู้กับแรงต้านของผิวแทรคที่เป็นซีเมนต์ ซ้ำยังต้องคอยรีดน้ำอย่างเร็วเพื่อสร้างแรงยึดเกาะในรถคูเป้ไซส์กะทัดรัดที่มีม้าถึง 460 ตัว โชคดีที่การวิ่งแบบปิดหมดทุกระบบกระทำแค่สองรอบสั้นๆ หลังจากนั้นผมกลับมาเปิดระบบควบคุมการทรงตัวอีกครั้ง เมื่อเสียงวิทยุจากรถคันนำแจ้งให้เปิดปุ่ม DSC เจ้า M4 CS กลับมานิ่งและพุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง รอบท้ายๆ ผมเริ่มชินกับแรงเหวี่ยงและอาการกระแทกกระทั้นของช่วงล่างที่แข็งราวกับรถแข่ง GT3 พวงมาลัยที่หนักอึ้งในโหมดสูงสุด ช่วยลดความน่ากลัวลงไปบ้าง หน้ารถที่เกาะจิกพุ่งเฉียดไพล่อนแบบเส้นยาแดงผ่าแปด นับเป็นวันที่ลืมไม่ลงเลยจริงๆ  








ลงจาก M4 CS ด้วยอาการที่ยังคงให้ความยำเกรงกับรังสีอำมหิต ผมเดินไปที่รถสปอร์ตพลังงานผสม เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ บวกมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบ Plug in Hybrid นี่คือ BMW i8 Roadster ซุปเปอร์คาร์ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ เครื่องวางกลางพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ผสานกันปั่นพลังงานในรูปของแรงบิด i8 รุ่นเปิดประทุน Roadster ดูหล่อกว่ารุ่น Coupe หลังคาผ้าใบทำงานเร็วในการกางออกเพื่อปิดหรือพับเก็บเพื่อเปิดหลังคาวิ่ง ในปี 2014 BMW ให้กำเนิดรถสปอร์ตพลังงานผสม เครื่องยนต์วางกลางลำ บวกมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงบิด แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ นับเป็นครั้งแรกที่รถยนต์ในตระกูล iperformance ได้ลืมตาดูโลกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพลังงานที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ต่อไปในอนาคต (อันใกล้)  i8 เป็นโครงการสร้างรถสปอร์ตแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด เครื่องวางกลางลำตัวของ BMW Group ที่เข้ามาสานต่อเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อนแบบผสานพลังงานสองระบบบนเรือนร่างของรถซุปเปอร์คาร์ มันถูกออกแบบและพัฒนาโดยใช้เวลาเพียงแค่ 38 เดือน เป็นโครงการสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ที่รวดเร็วที่สุดของแบรนด์ตราใบพัด ระยะเวลาของการสร้างที่ไม่มาก กับจำนวนวิศวกรผู้ทำการวิจัยและพัฒนาเพียงน้อยนิดกับการออกแบบและลงมือผลิตรถยนต์ที่มีวิศวกรรมยานยนต์สลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ BMW เคยลงมือทำออกขาย แนวคิดใหม่ทำให้มันออกมาดูดีสุดๆ ด้วยการใช้ความแปลกแยกในด้านระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างจากรถซุปเปอร์คาร์ทั่วไป




BMW i8 ทั้ง Coupe ที่ลืมตาดูโลกในปี 2014 และ Roadster ที่คลอดตามออกมาในปี 2018 เหมือนกันทุกอย่างยกเว้นหลังคาผ้าพับไฟฟ้าของ i8 Roadster ที่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง Coupe รวมถึงราคา 12,999,000 บาท ของรุ่นเปิดประทุนสองที่นั่ง ก็ยังแพงกว่ารุ่นหลังคาแข็ง แชสซีของ i8 ทำจากอะลูมิเนียม โดยมีโครงที่ยึดโยงเข้ากับเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบวางกลางลำตัว โครงแชสซีด้านหน้ายึดติดกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โดยมีหน่วยให้พลังงานเป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่วางไว้กึ่งกลางรถแบบตามยาวคั่นกลางระหว่างเพลาหน้าและเพลาท้าย เฉพาะน้ำหนักของชุดแบตเตอรี่ปาเข้าไป 100 กิโลกรัม รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดไฮบริดที่มีน้ำหนักอีกร่วม 100 กิโลกรัม โครงโลหะที่ใช้ยึดคอนโซลหน้าผลิตขึ้นรูปจากแมกนีเซียม กระจกบังลมทุกบานเคลือบสารพิเศษทำให้มีความหนาลดลงเหลือ 0.7 มิลลิเมตร




ขุมกำลังแบบใหม่ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo บล็อกเดียวกับ MINI Cooper 2014 เครื่องยนต์ B38K15 ตัวจิ๋วทำงานขับเคลื่อนล้อหลังผสานร่วมแกนไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 1 ซึ่งวางไว้ที่เพลาขับหน้า เมื่อมอเตอร์และเครื่องยนต์ทำงานพร้อมกัน เจ้า i8 Roadster จะมีพละกำลัง 374 แรงม้ากับแรงบิด 570 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง BMW เคลมว่า สมรรถนะในการวิ่งด้วยมอเตอร์ล้วนโดยไม่พึ่งพากำลังจากเครื่องยนต์สามารถไปได้ไกล 53 กิโลเมตร (วิ่งจริงได้ประมาณ 30-35 กิโลเมตร) โดยมีการปล่อยมลพิษในโหมด EV เท่ากับ 0 เมื่อเครื่องยนต์ไม่ติดแล้ววิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ มันก็เป็นรถที่สะอาดแทบจะไม่ต่างไปจากรถไฟฟ้า แค่ระยะทางการวิ่งด้วยมอเตอร์เท่านั้นที่ยังเป็นรองรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ข้อดีของ i8 Roadster ก็คือแบตเตอรี่ถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อแบตฯ หมดที่ระยะ 35 กิโลเมตร คุณยังไปต่อได้ด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ ขุมกำลังขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสามารถขับเร็วจี๋แบบรถสปอร์ตสมรรถนะสูงได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์ตัวเล็กยังกินเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็นอีกต่างหาก การวิ่งไปชาร์จไปจะทำให้คุณมีพลังไฟมากพอสำหรับป้อนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการเร่งความเร็ว




มอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงสองตัว เป็นมอเตอร์แบบใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดยวิศวกรของ BMW มอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกวางอยู่ด้านหน้ารับหน้าที่ในการขับเคลื่อนล้อหน้า โดยสามารถผลิตแรงม้าได้ 142 ตัว ส่งแรงบิดของมอเตอร์ไปยังล้อหน้า ผ่านการควบคุมของชุดทดกำลังแบบ 2 สปีด ในสภาวะปกติถ้ามีไฟในแบตเตอรี่ BMW i8 จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เพียวๆ โดยสามารถใช้เพียงแค่มอเตอร์จากความเร็ว 0-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยวิ่งได้ระยะทาง 22 ไมล์ หรือประมาณ 35 กิโลเมตร ก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดไฟแล้วเครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ขับเคลื่อนและชาร์จไฟต่อไป การจอดชาร์จแบบปกติไม่ใช่การชาร์จเร็วต้องใช้เวลาชาร์จนาน 3 ชั่วโมง





มอเตอร์ตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่ด้านหลังใกล้กับเครื่องยนต์ รับหน้าที่ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ ทำตัวเป็นเจนเนอเรเตอร์ในการปั่นกระแสไฟฟ้าไปกักเก็บยังแบตเตอรี่เพื่อสำรองพลังงานผ่านชุดฟลายวีล ส่วนมอเตอร์ที่รับหน้าที่หมุนล้อคู่หน้าสำหรับการขับเคลื่อนมีขนาดกำลัง 142 แรงม้า กับแรงบิดที่ไม่มีการรอรอบใดๆ ทั้งสิ้นที่ 250 นิวตันเมตร ส่งถ่ายตรงๆ ลงไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หน้า มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องหากมีกระแสไฟพอเพียง เมื่อความเร็วของตัวรถเกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบจะเข้ามารับช่วงการขับเคลื่อนต่อ เครื่องยนต์ตัวจิ๋วประสิทธิภาพเหลือร้ายตัวนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อลิตรที่ 160 แรงม้า/ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่กับฟลายวีลและใช้เป็นตัวปั่นกระแสไฟมีขนาด 11 กิโลวัตต์ โดยรับหน้าที่เป็นไดสตาร์ตไปในตัว เมื่อผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ มอเตอร์ตัวนี้จะหมุนเร่งรอบและทำตัวเหมือนกับฟลายวีลของรถแข่ง ระบบเกียร์เป็นแบบ 6 สปีดออโต ที่มีอัตราทดค่อนข้างกระชับและไว การออกแบบที่ดีในแง่มุมของวิศวกรรมชั้นสูง ด้วยการวางมอเตอร์ แบตเตอรี่และเครื่องยนต์ให้อยู่ในช่วงของฐานล้อและติดตั้งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่งผลไปถึงการตอบสนองต่อการควบคุมที่ว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางชั้นดีจากอิตาลี





เครื่อง 3 สูบเทอร์โบ เมื่อดูจากตัวเลขประสิทธิภาพของการให้กำลังในรูปของแรงบิดนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้เลยทีเดียว เครื่องยนต์ 3 สูบแบบแถวเรียง มีปริมาตรความจุแค่ 1,499 ซีซี 12 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลัง 230 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดจากเครื่องยนต์วัดได้ 236 ปอนด์-ฟุต หรือ 320 นิวตันเมตร ที่ 3,700 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังที่ล้อหน้าผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าใช้เกียร์แบบ 2 สปีดออโต ส่วนชุดส่งกำลังจากล้อหลังผ่านเครื่องยนต์เป็นเกียร์ 6 สปีดออโต ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลวิชโบน ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า 48% หลัง 52% น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่ 1,539 กิโลกรัม หนักกว่ารุ่น Coupe เล็กน้อย น้ำหนักส่วนใหญ่เกิดจากชุดแบตเตอรี่ไฮบริดและมอเตอร์ ส่วนตัวเลข 230 แรงม้าที่เป็นย่านกำลังของเครื่อง 3 สูบนับว่าสูงมาก มอเตอร์สตาร์ตและไดชาร์จขับเคลื่อนด้วยสายพาน ใต้ท้องบริเวณกึ่งกลางลำตัวซึ่งเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน ขนาด 11.6 กิโลวัตต์/ชั่วโมง แบตฯ มีประสิทธิภาพพอตัว ออกแบบมาเพื่อการชาร์จกระแสไฟเข้าอย่างรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จกำลังไฟ 80% ในสถานีจ่ายไฟด้วยระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ความเบาของตัวรถทำให้ i8 Roadster วิ่งได้โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ที่ความเร็วไม่เกิน 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไกล 35 กิโลเมตร เมื่อขับอยู่ในโหมด EV ที่ใช้มอเตอร์ล้วน ระบบเกียร์แบบ 2 สปีดที่ล้อขับเคลื่อนคู่หน้าจะอยู่ในอัตราทดต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่ล้อหน้าสามารถปั่นพลังแรงบิดไปจนถึงย่านความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยอัตราทดเกียร์สูงได้โดยไม่ทำให้รอบของการหมุนสูงมากจนเกินไป ระบบจัดการแรงบิดทั้งหน้าและหลังจะผสานการทำงานถ่ายเทแรงบิดแบบอัตโนมัติและเป็นชิ้นส่วนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากที่สุดของ BMW i8 Roadster




สมรรถนะในแบบสปอร์ตของ i8 Roadster แถมยังมีเรือนร่างสไตล์ซุปเปอร์คาร์ผสมรถต้นแบบที่งดงามราวกับหลุดออกมาจากอนาคตแม้จะขายมานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะประตูปีกนกที่เท่อย่างเหลือร้าย ท่านั่งที่คล้ายการควบคุมจักรกลซุปเปอร์คาร์สร้างความรู้สึกแตกต่างไปจาก M4 และ M5 อย่างสิ้นเชิง ทุกสิ่งทุกอย่างของมันดูเหมาะสม ยกเว้นเสาหน้าที่ใหญ่จนทำให้เล็งชิดแนวไพล่อนลำบาก มอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้า กับเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบที่ล้อหลัง ทั้งสองระบบขับเคลื่อน ทำให้ i8 กลายเป็นรถสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อ ความคล่องแคล่วว่องไวเกินเหตุของรถรุ่นนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากน้ำหนักตัวที่เบากว่ารถสปอร์ตทั่วไป แชสซีและเปลือกตัวถังประกอบไปด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบาทั่วทั้งคัน ผมตัดโหมด eDrive ออกไปโดยผลักคันเกียร์เพื่อเข้าสู่โหมด Sport เนื่องจาก i8 ไม่มีปุ่มปรับให้เป็นโหมดขับเร็ว แต่ใช้วิธีผลักคันเกียร์เพื่อเข้าสู่โหมดที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ช่วยให้เกิดการควบรวมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ ในทุกสถานการณ์ของการขับขี่ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ด้านหน้ามีพละกำลัง 96 กิโลวัตต์ (131 แรงม้า) ส่วนล้อหลังนั้นจะถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ตัวจิ๋วที่มีสมรรถนะเหลือร้าย พร้อมเสียงท่อแบบสังเคราะห์ที่ดังเร้าใจเอาเรื่อง 





ประสิทธิภาพของการทำความเร็วอยู่ในคาบที่สมน้ำสมเนื้อกับสมรรถนะของชุดขับเคลื่อน ซึ่งมีทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า รถ i8 เร่งจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.6 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุด (ล็อก) ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบ Active Aerodynamics ใน i8 ช่วยทำให้ไปได้เร็ว และประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น นับเป็น BMW คันที่สองต่อจากรถรุ่น M1 ที่ใช้การวางเครื่องยนต์ไว้ที่กึ่งกลางของตัวรถ เพื่อการควบคุมที่แม่นยำ และการกระจายน้ำหนักที่ดี ล้อคู่หลังซึ่งเป็นล้อ M มีขนาดอวบโตถึง 20 นิ้ว ส่วนล้อคู่หน้าที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน จะมีขนาดของหน้ายางย่อมลงมาเล็กน้อย สถาปัตยกรรมคาร์บอนไฟเบอร์ ออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่ดีที่สุดในรถยนต์เครื่องวางกลาง โดยมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ การกระจายน้ำหนักของ i8 Roadster มีตัวเลขที่เกือบสมมาตรในระดับ 48:52 มันคือพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณสมบัติของรถสปอร์ตไฮเทคคันนี้ ค่า GC center of gravity ที่ดีจะส่งผลไปถึงการทรงตัวขณะทำความเร็วทั้งทางตรงและทางโค้ง นวัตกรรม i performance ของ BMW มีการควบรวมระบบการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์เบนซินให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่เคยผลิตออกมา i8 ถูกยุติสายการผลิตลงเมื่อไม่นานมานี้ คาดว่าอีกไม่นานจะมีตัวตายตัวแทนออกมาซึ่งจะใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100%




ใครที่ซื้อ i8 ? เท่าที่รู้มา ในประเทศไทย มันเป็นรถที่มีราคาแพงมาก แต่ก็ยังมีคนชอบและขายได้เยอะพอสมควร รุ่น Coupe ราคามือสองหล่นลงมาเหลือแค่ 6 ล้านนิดๆ นั้นน่าเล่นมาก แต่ถ้าจะเอาให้สุด รุ่น Roadster ถือเป็นรถ i8 ที่น่าเก็บมากที่สุด เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสารที่เตี้ยติดพื้น มองผ่านพวงมาลัยสามก้านออกไป คุณแทบจะมองไม่เห็นส่วนหน้าของรถเพราะลักษณะท่านั่งที่เตี้ยราวกับรถแข่งของมัน เบาะแบบสปอร์ตคล้ายกับ BMW Z4 เสียงเครื่องเบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร ถูกปรับให้ดังราวกับเครื่องรถแข่ง เป็นรถสปอร์ตที่ออกตัวได้อย่างนุ่มนวลและเร็วจี๋ พร้อมๆ ไปกับเสียงวิ้ดของมอเตอร์ที่กำลังทำงานในรอบสูง การส่งกำลังไม่มีอาการกระตุกกระชากเหมือน M4 หรือ M5 i8 มีการเลี้ยวที่ฉับไว ยึดเกาะได้ดีมากขณะที่รถกำลังเทแรงบิดในโค้งสมรรถนะของมัน ทำให้ผมรู้สึกดีกับรถในกลุ่ม i performance ของ BMW หลังจากท่ีเคยชอบแนวคิด Active Hybrid ที่อยู่ในรถดีๆ อย่าง Series-3 / 5/ 7 การเปลี่ยนมาเป็น Plug in Hybrid ถือเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ในยุคท้ายๆ ก่อนที่พวกมันจะกลายไปเป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอีกไม่นานนับต่อจากนี้  

การเปลี่ยนแปลงของรถ M Car จากยุคแรกที่เน้นเอาใจคนชอบมอเตอร์สปอร์ต ไปสู่ยุคแห่งความสะดวกสบาย เป็นรถ M ที่ถูกปรับให้ขับบนถนนและในสนามแข่งได้ดีกว่าเดิม เครื่องยนต์มีกำลังมากพอที่จะเร่งอย่างเต็มกำลังและไปได้เร็วตามที่คุณต้องการ แม้ว่างานนี้ จะเป็นการขับในสนามแข่งเล็กๆ ที่ไม่เหมะสมกับประสิทธิภาพของตัวรถซึ่งต้องการพื้นที่ปลดปล่อยแรงม้าที่มีความปลอดภัยมากกว่านี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ รถที่นำมาให้ขับนั้น เปลี่ยนโฉมไปแล้วในต่างประเทศ และรถรุ่นใหม่ที่บอกก็กำลังจะเข้ามาขายในประเทศไทยเร็วๆ นี้ ทั้ง M3/M4 ใหม่ Series-4 รุ่นใหม่ล่าสุด รวมถึง M5 ที่มีการปรับโฉมไปเมื่อเร็วๆ นี้ 

หลังจากก่อตั้งขึ้นในปี 1972 BMW M เดินมาถึงทางแยกแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงมีอยู่ แต่อีกไม่นานพวกมันทั้งหมดก็จะกลายเป็นรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่มีวันจบสิ้น. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม…