“ยุทธพงศ์” บ่น “บิ๊กตู่” เงียบ ทั้งที่ค่ารถไฟฟ้า จะขึ้นอีก 10 วัน


"ยุทธพงศ์" บ่น "บิ๊กตู่" เงียบ ทั้งที่ค่ารถไฟฟ้า จะขึ้นอีก 10 วัน

ข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์
6 ก.พ. 2564 13:15 น.

บันทึก
SHARE

“ยุทธพงศ์” บ่น “บิ๊กตู่” เงียบ ทั้งที่ค่ารถไฟฟ้าจะขึ้นอีก 10 วัน ซัด มรดกบาป คสช.ไม่สนใจปชช. ฟุ้ง ข้อมูลแน่น จนซักฟอก จัดเวลากันไม่ลงตัว ซัด “ณัฏฐพล” แค่ออกหนังสือก็ผิดก.ม.แล้ว

วันที่ 6 ก.พ. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงกรณีค่าโดยสารสายสีเขียว ที่จะขึ้นราคา 104 บาท ในวันที่ 16 ก.พ. ว่า เป็นราคาที่แพงเว่อร์ ตนยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ไปก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ กลับมา ทั้งที่จะมีการขึ้นราคาในอีก 10 วันข้างหน้า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้ว นำมาซึ่งการยังไม่ต่อขยายสัญญาให้กับบีทีเอส ในการอภิปรายครั้งนี้ ก็จะมีการอภิปรายเรื่องดังกล่าว และจากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่า วันที่ 2 ก.พ. บีทีเอส ทำหนังสือทวงหนี้ กทม.จำนวน 3 หมื่นล้านบาท ให้จ่ายภายใน 60 วัน เป็นหนี้ค่าจ้างวิ่งรถ 3 ปี 9 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.60 ประมาณ 9,600 ล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) 2 หมื่นกว่าล้านบาท ที่เป็นหนี้เยอะขนาดนี้ เพราะ กทม.ไม่ได้จ้างบีทีเอส วิ่งโดยตรง แต่ให้ บ.กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม.จ้างบีทีเอสวิ่งอีกทอด โดย บ.กรุงเทพธนาคม มีทุนจดทะเบียนแค่ 50 ล้านบาท เป็นหนี้ 3 หมื่นกว่าล้านบาท ได้อย่างไร แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส และเมื่อไปดูต้นทุนบีทีเอสได้กำไร โดยเฉพาะในช่วงสถานีที่เป็นไข่แดง เพราะมีปริมาณผู้โดยสารจำนวนมาก ขณะที่ กทม.จ้างบีทีเอสวิ่งรถถึง 3 พันล้านบาทต่อปี แต่ทางบีทีเอสวิ่งรถเองแค่ 2 พันล้านบาท ทำให้บีทีเอสกำไรมหาศาล

ข่าวแนะนำ


“ที่ พล.ต.อ.อัศวิน บอกว่าไม่สนใจ ให้ผมไปฟ้อง ป.ป.ช.ได้เลย ก็ไม่แปลกเพราะท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ท่านเป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้เพราะหัวหน้า คสช.ตั้งมา เป็นมรดกบาปของ คสช. หัวใจเลยไม่ได้อยู่กับประชาชน ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด ก็ทำคนเดือดร้อนทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ก็ยังจะขึ้นราคาค่าโดยสารอีก ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มัวไปทำอะไรอยู่” นายยุทธพงศ์ กล่าว


นายยุทธพงศ์ ยังกล่าวถึงการอภิปรายในส่วนของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ว่ากระทรวงศึกษาธิการแบ่งการบริหารงานเป็นสี่แท่ง แต่ละหน่วยงานห้ามก้าวก่ายกัน แต่ในวันที่ 7 ม.ค.64 นายณัฏฐพล ออกคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ.11/2564 เพื่อทำแผนบูรณาการด้านการศึกษาเพิ่มศักยภาพการศึกษาของโรงเรียน แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการของแต่ละจังหวัด มีผู้กำกับนโยบาย คือ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แค่ออกหนังสือฉบับนี้ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากหัวหนังสือเป็นคำสั่ง สพฐ.แต่ไปสั่งแท่งอื่นในกระทรวงได้อย่างไร และเมื่อไปดูผู้รับผิดชอบการดำเนินการในแต่ละจังหวัด ที่จะล้อกับประเด็นในญัตติใช้อำนาจแทรกแซงข้าราชการเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง จะเห็นว่า นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ที่มีพื้นฐาน จ.ปราจีนบุรี แต่ไปดูแล จ.บุรีรัมย์ จะเข้าใจพื้นที่ได้อย่างไร ส่วนนายเจตน์ โศภิษฐ์พงศธร เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ เมื่อไปตรวจสอบประวัติแล้ว ท่านเป็นเพียงไฮโซ เคยมีแฟนเป็นดารา ได้ไปกำกับการศึกษาใน จ.ภูเก็ตทั้งหมด แล้วจะมีความรู้ด้านการศึกษาได้อย่างไร


นายยุทธพงศ์ กล่าวต่อว่า การอภิปรายในครั้งนี้ทุกอย่างเป็นความลับ มีเพียง ส.ส.ในตำแหน่งเท่านั้นที่ดำเนินการ เพราะเกรงว่า จะถูกครหาว่าข้อสอบรั่วเหมือนครั้งที่ผ่านมา และขอชี้แจงว่า การอภิปรายครั้งที่แล้วรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเพียงไม่นาน ก็มีการอภิปราย งบประมาณก็ยังไม่ได้ใช้ จึงอภิปรายได้จำกัด แต่ครั้งนี้ประเทศมีวิกฤติ รัฐบาลบริหารมาได้ครึ่งเทอม มีทั้งวิกฤติโควิด-19 วิกฤติเศรษฐกิจ และสังคม ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลคงไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ได้ถึง 10 คน และทุกวันนี้ก็ยังตกลงเรื่องของเวลาอภิปรายไม่ได้ เพราะข้อมูลแน่น จึงขอให้มั่นใจ ส่วนที่บางฝ่ายกังวลว่า การแถลงข่าวของตนเป็นการเฉลยการบ้านนั้น งานนี้เป็นเพียงแอพพิไทเซอร์ ขอให้รอดูเมนคอร์ส มันแน่ๆ

อ่านเพิ่มเติม…