ผบช.น.ยัน จนท.ไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ปัดใช้กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา


ผบช.น.ยัน จนท.ไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ปัดใช้กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา

ข่าวอาชญากรรม

ไทยรัฐออนไลน์
14 ก.พ. 2564 13:48 น.

บันทึก
SHARE

ผบช.น. ยัน จนท.ไม่ได้ใช้กระสุนยาง-น้ำ-แก๊สน้ำตา แจงแฮชแท็กร้อน ตรวจสอบพบคนดังกล่าวไม่มีอาชีพเป็นพยาบาล แต่จะไปอาสาเป็นพยาบาลหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ แจ้งเตือนหลายครั้งยังพบอยู่ในกลุ่มก่อความวุ่นวาย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 ก.พ.64 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงสรุปสถานการณ์ชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหน้าศาลฎีกา สนามหลวง เมื่อเวลา 15.00-21.30 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ข่าวแนะนำ

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า เมื่อวาน (13 ก.พ.) มีการชุมนุมทำกิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะเริ่มทำกิจกรรมตำรวจได้ตั้งจุดคัดกรองพื้นที่โดยรอบ เพื่อตรวจค้นอาวุธสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ชุมนุม พร้อมมีการประกาศแจ้งเตือนเป็นระยะๆ ว่าการชุมนุมในช่วงเวลานี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้นได้ประกาศให้ทราบว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 1,000 คน ได้ทำกิจกรรมต่อเนื่อง และมีการปิดเส้นทางจราจร ทำให้ไม่สามารถสัญจรได้ โดยดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาถึงเวลา 18.00 น. หลังเคารพธงชาติเสร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ชักชวนกันไปทำกิจกรรมที่ศาลหลักเมือง ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีสถานที่สำคัญอีกหลายสถานที่ เช่น วัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง ฯลฯ ตำรวจจึงจำเป็นต้องตั้งแนว เพื่อกำหนดอาณาเขตให้ทราบ เมื่อผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าวก็มีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมได้ขว้างปาสิ่งของ ทั้งก้อนหิน ขวดน้ำ วัตถุที่ก่อให้เกิดระเบิดแรงดันต่ำ ฯลฯ ทำให้ตำรวจบาดเจ็บทั้งสิ้น 23 นาย


ผบช.น. กล่าวต่อว่า ต่อมาหลังผู้ชุมนุมบางส่วนประกาศให้ยุติชุมนุม ได้มีกลุ่มบุคคลชุมนุมต่อและก่อความวุ่นวาย ขว้างปาสิ่งของ ทั้งหิน ขวด วัตถุระเบิด ใส่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งเตือนให้แยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะมีความจำเป็นต้องเปิดเส้นทางการจราจร และรักษาความสงบเรียบร้อยให้เข้าสู่ภาวะปกติ กลุ่มผู้ก่อเหตุวุ่นวายยังคงชุมนุมต่อจนครบเวลา 30 นาที ตำรวจจึงต้องใช้กำลังในการผลักดันผู้ชุมนุมออกเพื่อรักษาความสงบ และเปิดเส้นทางการจราจร ทั้งนี้ตำรวจยืนยันว่าไม่ได้ใช้น้ำฉีด ไม่ได้ใช้แก๊ส และไม่ได้ใช้กระสุนยาง

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวอีกว่า หลังการชุมนุมสามารถควบคุมตัวบุคคลได้ 11 ราย มี 3 ราย เมาสุรา จึงเปรียบเทียบปรับและปล่อยตัวไป ส่วนอีก 8 ราย ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน ในจำนวน 8 คนนี้ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยังถูกควบคุมตัวอยู่ ตชด.ภาค 1 สำหรับการทำกิจกรรมรื้อกระถางต้นไม้ ถือว่าผิด พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคลใครได้ก็ดำเนินคดี ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้นหากมีพยานหลักฐานพิสูจน์ทราบได้ว่าร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน ก็ต้องแจ้งข้อหาเช่นกัน

ส่วนกรณีเหตุการณ์กลุ่มการ์ดราษฎรถูกยิงได้รับบาดเจ็บ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานเมื่อ 21.00 น.เศษ ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ได้รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันบริเวณร้านสะดวกซื้อ สะพานผ่านฟ้า เมื่อตำรวจเดินทางไปถึง พบกลุ่มการ์ดแจ้งว่าคนยิงอยู่ในร้านดังกล่าว ตำรวจจึงได้นำตัวไป สน.นางเลิ้ง แต่จากการตรวจสอบพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ กล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานอื่น ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงปืน ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบตัวคนยิงต่อไป ทั้งนี้เมื่อตำรวจนำบุคคลดังกล่าวมาที่ สน.นางเลิ้ง ทางกลุ่มการ์ดได้เข้ามาล้อมโรงพัก และพยายามจะชิงตัวบุคคลดังกล่าวไป ตำรวจเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงมีความจำเป็นต้องยิงปืนขึ้นฟ้า ส่วนกรณีมีการแชร์ภาพชายสวมเสื้อขาวถือปืนยาวในรั้วโรงพัก ก็เป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน ทำในลักษณะยิงปืนขึ้นฟ้าเช่นกัน


เมื่อถามว่าในโซเชียลมีเดียมีผุดแฮชแท็ก “ตำรวจกระทืบหมอ” ตำรวจจะชี้แจงอย่างไร พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้มีอาชีพพยาบาล และยังอยู่ในกลุ่มที่ก่อความวุ่นวาย ตำรวจเลือกที่จะไม่ใช้น้ำ แก๊ส กระสุนยาง และมีการประกาศแจ้งเตือนให้ระยะเวลาออกนอกพื้นที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นก็มีความจำเป็นต้องเข้ารักษาความสงบ ต่อข้อซักถามว่าทางกลุ่มยืนยันบุคคลดังกล่าวเป็นพยาบาลอาสา รวมทั้งสวมเสื้อกั๊กบอกสัญลักษณ์ทีมแพทย์อาสา ผบช.น.ชี้แจงว่า ตนไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่พยาบาล ตนบอกว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นเขาไม่ได้มีอาชีพเป็นพยาบาล ส่วนในการชุมนุม เขาอาจจะทำหน้าที่พยาบาลของกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้ อันนี้ตนไม่ทราบ แต่บริเวณที่เขาอยู่ใกล้เคียง มีกลุ่มบุคคลที่ขว้างปาสิ่งของ และใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวอีกว่า เหตุตรงนั้นทางตำรวจได้มีการประกาศแจ้งเตือนหลายครั้ง ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากมีแกนนำบางส่วนได้ประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว ซึ่งได้เลยเวลาและเป็นกลุ่มที่สร้างความวุ่นวาย ทางตำรวจได้ประกาศแจ้งเตือนขอร้องให้ออกจากพื้นที่ เพราะตำรวจมีความจำเป็นต้องเปิดเส้นทางการจราจร และมีความจำเป็นให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุมยังคงขว้างปาทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องตั้งแนวและผลักดันคนออกไป ทั้งนี้ตำรวจไม่ได้มีเจตนา แก้แค้น ตอบโต้ หรือกลั่นแกล้ง ก็ได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ทุกครั้งก็มีการประกาศแจ้งเตือนก่อนทุกครั้ง


ถามต่อว่ากรณีที่ เฌอเอม ชญาธนุส ศรทัตต์ อดีตผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ โพสต์ทวิตเตอร์ว่าถูกแก๊สน้ำตา ตำรวจได้ตรวจสอบหรือไม่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าขณะนั้นตำรวจไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตา เพราะก่อนจะใช้เราต้องแจ้งเตือน แม้สถานการณ์จะอยู่ในลักษณะที่พร้อมใช้แก๊สน้ำตาก็ตาม ซึ่งอาจต้องเชิญ เฌอเอม มาให้ปากคำ เพื่อเป็นประโยชน์ทางคดี ว่าเขาเห็นใครใช้ หรือว่าใครมีข้อมูลหลักฐานสามารถส่งมาให้ตำรวจได้

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่ทางกลุ่มราษฎรนัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นั้น ตอนนี้เราอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จริงๆ ไม่อยากให้ชุมนุม แต่เมื่อชุมนุมแล้วต้องไม่มีลักษณะแพร่เชื้อโควิด-19 และให้ความร่วมมือกับตำรวจในการตั้งจุดคัดกรอง เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจพยายามตั้งจุดคัดกรองทำเพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม แต่บางส่วนให้ความร่วมมือ หลายคนหลีกเลี่ยง ทำให้เล็ดลอดไปได้ ยังฝากถึงผู้ชุมนุมด้วยว่า กรณีมาร่วมชุมนุม เมื่อมีเหตุวุ่นวายแล้วตำรวจแจ้งเตือนควรออกจากพื้นที่ ตำรวจจะได้ดำเนินการรักษาความสงบตามขั้นตอนได้


“ในหลายๆ ครั้งของการชุมนุม มีกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนเดียวเท่านั้นเองที่ก่อความรุนแรง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแจ้งเตือนก็อยากจะขอให้แยก ตำรวจจะได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่กระทบกับบุคคลอื่น กรณีที่มีการประกาศขอให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่การชุมนุม ทางตำรวจจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนได้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น อย่างที่ทราบเจ้าหน้าที่มีการควบคุมตัวไปจำนวน 11 คน ไม่ใช่จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้น รวมถึงตรวจสอบกล้องวงจรปิด สอบพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ ว่าแต่ละคนทำอะไรบ้าง ซึ่งพบว่า 3 คน ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมและไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ก่อเหตุความวุ่นวายในบริเวณดังกล่าว แต่พบว่าหลังเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ออกจากบริเวณแล้วยังเมาอยู่ในบริเวณดังกล่าว ก็ดำเนินคดีเฉพาะการเมาสุรา หลังจากนี้จะมีการดำเนินคดีบุคคลอื่นเพิ่มเติมอีก

ผบช.น. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ จะต้องอดทนอดกลั้น ที่ผ่านมาตำรวจได้รับบาดเจ็บมาโดยตลอด จึงต้องมีการย้ำเตือนอยู่หลายครั้งว่าเจ้าหน้าที่ต้องการรักษาความสงบ ในกรณีที่มีความจำเป็นมีเหตุการณ์รุนแรงก็อยากให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดำเนินการได้.

อ่านเพิ่มเติม…