กมธ.คมนาคม ค้านขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว 104 บาท เรียก กทม.แจง 21 ม.ค.นี้


กมธ.คมนาคม ค้านขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว 104 บาท เรียก กทม.แจง 21 ม.ค.นี้

ข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์
17 ม.ค. 2564 13:40 น.

บันทึก
SHARE

นายโสภณ ซารัมย์ กมธ.คมนาคม ชี้ กทม.ขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียว 104 บาท ข่มขู่ และซ้ำเติมวิกฤติประชาชนผจญโควิด-19 ไม่สนใจข้อท้วงติงของทางราชการ เชื่อ ทำราคาได้ต่ำกว่า 65 บาท เตรียมเรียกเข้าชี้แจง 21 ม.ค.นี้ ยัน พร้อมส่งเรื่องรัฐบาลคัดค้านถึงที่สุด

วันที่ 17 ม.ค.64 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานกรรมาธิการ การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ทางกรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศเพื่อปรับอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสาย อยู่ที่ 104 บาท เป็นการซ้ำเติมประชาชนในช่วงวิกฤติ Covid-19 ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎรได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการคิดอัตราค่าโดยสารสายสีเขียวตลอดสาย 65 บาท พร้อมขอให้ กทม.ชี้แจงที่มาของการคำนวณราคาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จนบัดนี้ยังไม่ได้รับข้อมูล แต่กลับข่มขู่ประชาชนว่าจะขึ้นราคา 104 บาทในเดือนหน้า

ข่าวแนะนำ


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กมธ.คมนาคม ได้มีข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การคิดอัตราค่าโดยสาร นั้นต้องเปิดเผยที่มา การคิดราคาอย่างโปร่งใส และเชื่อว่าสามารถคิดราคาได้ถูกกว่า 65 บาทตลอดสาย และควรกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ถูกที่สุดสำหรับประชาชนที่ใช้บริการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาใช้บริการ 

1.การต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยคิดราคาค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท กทม. ควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่ามีฐานการคิดคำนวณมาอย่างไร เนื่องจากการสอบถามข้อมูลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว กระทรวงคมนาคมเห็นว่ายังสามารถลดค่าโดยสารลงได้ต่ำกว่า 65 บาท คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าค่าโดยสารที่สามารถลดลงได้อีก เนื่องจากปริมาณการเดินทางในอนาคตจะมีมากขึ้น ต้นทุนต่อการเดินรถควรจะถูกลงอีก จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะสามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้มากขึ้น

2.ประชาชนควรจะได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ในการต่อสัญญาสัมปทานครั้งนี้ เช่น การลดค่าแรกเข้าระบบที่ไม่ควรจะมีการคิดซ้ำซ้อน และไม่มีเงื่อนไขซึ่งจะเป็นภาระต่อผู้โดยสาร

3.หากยังไม่มีการต่อสัญญาสัมปทานซึ่งกำลังจะหมดลงในปี 2572 หรือในอีก 9 ปี ข้างหน้า และสินทรัพย์ทั้งหมดจะตกกลับมาเป็นของรัฐ คือ กทม. จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีกำไร หลังจากหักค่าจ้างเดินรถแล้วจะมีกำไรไม่น้อยกว่าปีละ 5,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต กำไรดังกล่าวสามารถนำมาบริหารจัดการ ช่วยลดอุดหนุนเส้นทางรถไฟฟ้าอื่นๆ ที่อยู่นอกเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่าได้ใช้รถไฟฟ้าในอัตราที่ถูกกว่าคนในใจกลางเมือง

ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่า กทม. ไม่มีความสามารถทางการเงินในการชำระหนี้และบริหารจัดการ ไม่เป็นความจริง เนี่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งเส้นทางมีศักยภาพทางธุรกิจที่ชัดเจน สามารถระดมเงินเพื่อบริหารจัดการได้จากแหล่งเงินต่างๆ เช่น ธนาคาร แหล่งทุน เนื่องจากมีรายได้มหาศาลที่ชัดเจน

4.การดำเนินการของคณะกรรมการฯ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2562 ควรเปิดเผยรายงานการประชุม ต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนโดยทั่วไปได้ และ 5.การต่อสัญญาสัมปทานดังกล่าวยังดำเนินการไม่ครบถ้วน เช่น พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2562 และการตรวจสอบจากองค์กรอิสระต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จ

ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม กล่าวว่า หาก กทม.ยังคงยืนยันการดำเนินการเรื่องรถไฟสายสีเขียวในยามวิกฤติความเดือดร้อนของประชาชนถือว่าเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของบ้านเมือง และยังไม่ฟังเสียงประชาชน และข้อทักท้วงจากส่วนราชการ และข้อแนะนำจากภาคประชาชน ทางกรรมาธิการจะเชิญผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้เพื่อคัดค้านการขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม และแจ้งเรื่องการคัดค้านดังกล่าวไปยังรัฐบาล เพื่อสั่งให้ยุติวิกฤติความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด. 

อ่านเพิ่มเติม…