GULFไตรมาส3/63กำไรสุทธิลด10%เหตุขาดทุนค่าเงิน ลั่นรายได้ปี64โต50%

GULF กำไรจากการดำเนินงาน ไตรมาส3/63 อยู่ที่1.32 พันล้านเพิ่มขึ้น 34% แต่กำไรสุทธิลดลง 10% อยู่ที่970 ล้านบาท เหตุขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมคาดรายได้ปี 64 โต45% – 50% จากรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่เยอรมัน-โรงฟฟ้าGSRC หน่วยที่ 1 และ 2

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ GULF เปิดเผยว่า ไตรมาส3ปี 2563 มีรายได้ด้จากการขาย ค่าบริการและการก่อสร้างตามสัญญาสัมปทานลดลง 5.5% อยู่ที่ 7,876 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน 8,338 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายฟฟ้าให้แก่กฟผ.ลดลง จากหยุดซ่อมบำรุงของโรงฟฟ้าGTS2 และปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงเพราะผลกระทบโควิด-19 ระบาด

ทั้งนี้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เท่ากับ 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34%จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ทั้งจากกลุ่ม GMP และ GJP สามารถขายไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 มีการฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดลงจาก 261.41 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 2 ปี 2563 เป็น 235.22 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 3 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายสูงขึ้น จาก 23.1% ในไตรมาสก่อน เป็น 25.9% ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเวียดนาม ทั้ง 2 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG ยังมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2563

นอกเหนือจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของโครงการที่กล่าวข้างต้น ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ ยังได้รับเงินปันผลเป็นจำนวนรวม 360 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 295 ล้านบาท, SPCG จำนวน 62 ล้านบาท และ EDL-Gen จำนวน 3 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ บันทึก core profit สูงเป็นประวัติการณ์

สำหรับกำไรสุทธิอยู่ที่ 970 ล้านบาท ลดลง 10.6%จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,086 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จาก 31.0658 บาท ต่อดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ปี 2563 เป็น 31.8258 บาทต่อดอลลาร์ ในไตรมาสนี้ ซึ่งขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของบริษัทฯ แต่อย่างใด ส่งผลให้งวด9 เดือน 2563 มีกำไรสุทธิ 2,437.94 ล้านบาท ลดลง38% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่กำไรสุทธิ 3,981.75 ล้านบาท

  • วันนี้! เลี่ยงเส้นทาง 'จราจร' บนถนน 7 สาย 'ม็อบ' 3 กลุ่ม นัดชุมนุม

  • ช็อก! 'โมรียา-เอรียา-กิรเดช' 3 โปรกอล์ฟไทยติดโควิดในสหรัฐ

  • เช็ค ‘อุณหภูมิ’ หน้าหนาวปีนี้ แต่ละภาคเย็นแค่ไหน หนาวจริงหรือหลอก!?

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ GULF กล่าวว่า ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการเพิ่มทุนโดยการเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 32,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ลดลงเหลือ 1.35 เท่าในไตรมาสนี้

ส่งผลให้ศักยภาพในการขยายการลงทุนและขยายธุรกิจในอนาคตได้อีกประมาณ 100,000 – 110,000 ล้านบาท ซึ่ง GULF ยังมองโอกาสในการขยายธุรกิจไปภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ในทวีปยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งโครงการ Greenfield และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว รวมถึงการเข้าซื้อกิจการใหม่ ๆ โดยจะเน้นโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเพื่อที่จะได้รับรู้รายได้และกำไรเข้ามาในงบการเงินทันที

นอกจากนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เท่ากับ 2,959 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับ 2,701 เมกะวัตต์ในไตรมาส 3 ปี 2562 หรือเพิ่มขึ้น 258 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG ในเดือนมีนาคม 2563 และการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี (กำลังการผลิตติดตั้ง 465 เมกะวัตต์) ซึ่งได้โอนหุ้นไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 และจะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรเต็มไตรมาสในไตรมาส 4 ปี 2563 โดยในปี 2564 บริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณ 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทฯ คาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 45% – 50% โดยหลัก ๆ มาจากโครงการ BKR2 และการเปิดดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้า IPP ได้แก่ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์