โบรกเกอร์ เสนอ  ก.ล.ต. ลดค่าธรรมเนียมซื้อขายในตลาดทุน “เทรดหุ้น-อนุพันธ์”  เพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ จากปัจจุบันเรียกเก็บอัตราสูง โดยเฉพะของตลท. สร้างภาระต้นทุน บล.สูงสวนทางค่าคอมมิชชั่นที่อยู่ในระดับต่ำ พร้อมฉุดผลประกอบการให้ยังขาดทุน 

แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการนัดประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทุกแห่งในช่วงปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือและรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยร่วมพิจารณาลดอุปสรรคทำให้เกิดความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการทำธุรกิจ รวมถึงแนวทางสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในอนาคต

สำหรับในที่ประชุมมีกลุ่มผู้บริหารระดับสูงโบรกเกอร์ได้เสนอให้ท่าน เลขาธิการ ก.ล.ต. “รื่นวดี สุวรรณมงคล” ช่วยพิจารณาการคิดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดทุน (ค่าธรรมเนียมการเทรด) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากมองว่าปัจจุบันการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ของสำนักงานก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ในระดับที่สูง ซึ่งทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ต้องแบกภาระต้นทุนและมองว่าเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้มองว่าความต้องการของกลุ่มธุรกิจโบรกเกอร์นั้น คือการให้ก.ล.ต.ช่วยปรับลดค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากการซื้อขายในแต่ละครั้งของผู้ลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ลง เนื่องจากปัจจุบันยังมีการเรียกเก็บในระดับที่แพง และทำให้โบรกเกอร์ต่างๆต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องนำส่งในส่วนนี้ที่ค่อนข้างมาก ซึ่งสวนทางกับค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น) ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ปัจจุบันหลายบริษัทยังมีผลประกอบการที่ยังขาดทุนอยู่ แม้ปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่มเทรด) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆก็ตาม

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหาก ก.ล.ต.ปรับลดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ลงได้ คาดว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการธุรกิจตัวกลางได้เพิ่มมากขึ้นและช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจหลักทรัพย์สามารถมีผลการดำเนินงานที่แข็งแรง หรือมีกำไรเพื่อนำเงินกลับไปพัฒนาระบบที่ดีขึ้น รวมถึงมีศักยภาพในการให้ความรู้แก่นักลงทุนให้เข้ามาลงทุนได้เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันก.ล.ต.มีอัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์ฯเสียอีก ประกอบกับบริษัทโบรกเกอร์ต่างๆก็มีต้นทุนทั้งเรื่องระบบและการมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลนักลงทุนด้วย ซึ่งให้ธุรกิจหลักทรัพย์ทำเท่าไหร่ก็ยังมีผลขาดทุนและในระยะยาวมองว่าการทำธุรกิจแบบนี้อาจไม่ยั่งยืน

“ที่ผ่านมาแม้วอลุ่มฯตลาดจะดูเพิ่มขึ้น แต่กำไรของธุรกิจหลักทรัพย์กลับไม่ได้ดีขึ้นตามเลยและมีหลายรายยังถึงขนาดขาดทุนกันอยู่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราส่วนของค่าธรรมเนียมการเทรดที่ค่อนข้างสูง โดยเราต้องจ่ายให้กับทั้งก.ล.ต.และตลท.จึงทำให้ต้นทุนของโบรกฯสูงและถือเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นไปได้อย่างไรที่ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่าค่าคอมมิชชั่น”

  • จีไอทีดึงสมาชิกค้าทองคำแก้ปัญหาทองปลอม

  • ไทยเตรียมแผนรับมือต่างชาติย้ายฐานการผลิตระลอกใหม่ ตอกย้ำฮับการค้า-ลงทุนอาเซียน

  • ส่งออกจีนเดือนส.ค.ดีเกินคาด-นำเข้าสะดุด

นายสมชาย กาญจนเพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI กล่าวว่า  ที่ประชุมมีการพูดคุยประเด็นดังกล่าวจริง โดยเฉพาะในส่วนของที่สำนักงานก.ล.ต.จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดค่าธรรมการเทรดในตลาด TFEX รูปแบบใหม่ให้เป็นแบบเหมาจ่ายรายเดือน จากเดิมที่เป็นรูปแบบเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามการซื้อขายแต่ละครั้งของนักลงทุน ขณะที่ในส่วนของคิดค่าธรรมการเทรดหุ้นยังเป็นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามการซื้อขายแต่ละครั้งของนักลงทุนแบบเดิม

 ทั้งนี้มองว่ากรณีดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่แบบเดิมก็ถือว่าสูงอยู่แล้วให้ยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยมองว่าหากมีการปรับวิธีการเรียกเก็บแบบใหม่จริงจะทำให้ต้นทุนการเทรดปรับตัวสูงขึ้นและผู้ประกอบการก็อาจต้องไปปรับเพิ่มค่าคอมมิชชั่นลูกค้าที่ระดับสูงขึ้นตาม

“อยากให้ก.ล.ต.ปรับเป็นรูปแบบเหมือนเดิม เพราะปัจจุบันก็มีการคิดค่าธรรมเนียมที่สูงอยู่แล้ว เพื่อที่โบรกเกอร์จะได้ไม่แบกต้นทุนที่มากจนเกินไป โดยหากเป็นไปได้ก็อยากจะให้สำนักงานก.ล.ต.ช่วยพิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมการเทรดเสียด้วยซ้ำ เพราะปัจจุบันโบรกฯก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มขึ้นจำนวนมาก”