ลงทุน‘หุ้นผู้ชนะ’ ‘ทางรอด’ในวิกฤติโควิด-19 

 การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะใหม่ที่คุ้นหูกันมากขึ้นอย่าง “New Normal” ทำให้เราต้องหยุดใช้ความคุ้นเคยแบบเดิม และ ทำความเข้าใจกับความปกติใหม่ การลงทุนก็เช่นกัน

 ชัดเจนว่าวิกฤติโควิด19ครั้งนี้ ทำให้เกิดธุรกิจที่เป็นผู้ชนะ และผู้แพ้ที่ชัดเจน การคัดสรรหุ้นที่ลงทุนจึงจำเป็นมากขึ้น

ธุรกิจ”ผู้ชนะ-ผู้แพ้”ในวิกฤติโควิด

หากพิจารณาจากผลตอบแทนรายกลุ่มธุรกิจของดัชนีMSCI World ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าผู้ชนะ ได้แก่

1.กลุ่มIT ที่การพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อสื่อสาร เรียนรู้ หรือทำงานเป็นสิ่งที่ต้องทำให้คุ้นชินท่ามกลางสถานการณ์New Normalนอกจากนี้ ตลาดที่ปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ยังเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มITที่มีการเติบโตของกำไรที่ดีในราคาที่ต่ำลง ส่งผลให้ราคารีบาวด์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

2.กลุ่มHealth Care ที่ได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันจากความหวังเรื่องการคิดค้นยา และวัคซีนต้านโรคโควิด19นอกจากนี้ ยังมีผลประกอบการไตรมาส1ปี2020ที่เติบโตเหนือความคาดหวังของตลาด ตอกย้ำความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ ไม่แปรผันตามสภาวะเศรษฐกิจ

ในขณะที่2กลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้แพ้ครั้งนี้ คือ

1.กลุ่มธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ต่ำลง และจำเป็นต้องกันสำรองไว้สำหรับลูกหนี้ที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ทำให้แนวโน้มกำไรลดลง

2.กลุ่มพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแตะแถวๆ20ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากความต้องการน้ำมันที่ลดลงจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่ชะงักงันจากโรคโควิด19และความกังวลเรื่องสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุและรัสเซียก่อนหน้านี้

ดังนั้น นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นตามดัชนีรวมที่มีน้ำหนักการลงทุนใน2กลุ่มธุรกิจนี้เป็นหลัก และให้ความสำคัญกับการคัดสรรหุ้นผู้ชนะ อย่างกลุ่มITและHealth Careมากขึ้น

ลงทุนบริษัทที่จะอยู่รอด-ฟื้นตัวเร็ว

KBank Private Banking แนะนำ K-HIT* (กองทุนเปิดเค โกลบอล ไฮ อิมแพ็ค ธีมาติก หุ้นทุน) ที่บริหารจัดการโดยAllianz Global Investors*ผ่านกองทุนAllianz Thematicaที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตไปกับMegatrendsของโลก ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก (Demographic and Social Change) เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุในหลายๆ ประเทศ

2.การพัฒนาของสังคมเมือง (Urbanization) เช่นการเดินทางเข้ามาใช้ชีวิต และทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ อย่างการขนส่งสาธารณะ และที่พักอาศัย

3.นวัตกรรมเทคโนโลยี (Technological Innovation) เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน อย่างการใช้Social mediaการช้อปปิ้งออนไลน์ ไปจนถึงการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการผลิต

4.การมีอยู่จำกัดของทรัพยากรโลก (Resource Scarcity) เช่น การนำพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลมมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อชดเชยการเผาไหม้ถ่านหิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด

 

  • www.เยียวยาเกษตรกร.com ตรวจสอบเงินเยียวยาเกษตรกร เร่งเช็คสิทธิ์ก่อนชวดเงิน 15,000 บาท

  • ทีวีดิจิทัล-สื่อสาร ลุ้นเยียวยายืดค่าธรรมเนียม | STOCK GOSSIP | 26 พ.ค. 63

  • เก็งกำไร TCAP , BFIT , TPIPP | หุ้นทำเงิน | 26 พ.ค. 63

“กองทุนKHIT”ตอบโจทย์ลงทุน

·Health Tech–ลงทุนในบริษัทพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น การหาหมอออนไลน์เมื่อผู้คนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่เสี่ยง รวมถึงช่วยลดต้นทุนของโรงพยาบาลเองอีกด้วย

·Digital Life–ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแน่นอนว่าโรคโควิด19ทำให้ธุรกิจออนไลน์ อย่างแพลตฟอร์มการประชุม ช้อปปิ้ง หนัง ซีรีย์ หรือเกมส์ ได้รับผลประโยชน์เป็นอันดับต้นๆ

·Clean Water & Land–ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาการใช้น้ำ และทรัพยากรอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะได้รับประโยขน์โดยตรงจากการเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลทั่วโลกที่กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านวงเงินมหาศาลเป็นประวัติการณ์ใหม่ของโลก

 กลยุทธ์บริหารกองทุน”โดดเด่น”

กลยุทธ์บริหารกองทุนK-HITแตกต่างและโดดเด่นกว่ากองทุนอื่น คือ 1.เป็นการลงทุนแบบdynamic Thematicซึ่งมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต สามารถเปลี่ยนแปลงtheme การลงทุนได้ตลอดเวลา เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ตลาดผันผวนสูง โดยผู้จัดการกองทุน และ 2.มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม โดยกระจายลงทุนใน5-7 themesและในบริษัทกว่า150-200บริษัท จึงทำให้กองทุนK-HIT เป็นหนึ่งในกองทุนที่เหมาะกับสถานการณ์การลงทุนในช่วงนี้ และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร